นักจิตวิทยากับบทบาทในองค์กรยุคใหม่ เมื่อสุขภาพจิตคือทรัพย์สินของบริษัท
- seo5491
- 21 ชั่วโมงที่ผ่านมา
- ยาว 1 นาที

ความสำคัญของนักจิตวิทยาในองค์กรยุคใหม่เพื่อดูแลสุขภาพจิตของพนักงาน
ในโลกธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการแข่งขันและความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สุขภาพจิต (Mental Health) ของพนักงานไม่ได้เป็นเพียงเรื่องส่วนตัวอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นทรัพย์สินที่สำคัญยิ่งขององค์กรยุคใหม่ การตระหนักถึงความสำคัญนี้ได้ผลักดันให้เกิดเทรนด์ “Mental Health in Workplace” ขึ้นทั่วโลก ซึ่งเป็นที่มาของบทบาทที่โดดเด่นและจำเป็นยิ่งของนักจิตวิทยา ในการเสริมสร้างความยั่งยืนและความสำเร็จของบริษัท เพราะสุขภาพจิตของพนักงานส่งผลต่อประสิทธิภาพ ผลผลิต ต้นทุน (การลา การลาออก การทำงานไม่เต็มที่) และภาพลักษณ์ของบริษัท อีกทั้งยังมีการวิจัยระดับโลกย้ำว่าองค์กรที่ลงทุนจริงจังด้านสุขภาพจิต จะได้รับผลตอบแทนทั้งในเชิงคุณภาพของพนักงานและความสำเร็จของธุรกิจอีกด้วย
ทำไม? องค์กรควรลงทุนกับนักจิตวิทยา เพื่อช่วยบำบัดสุขภาพจิตของพนักงาน
ผลกระทบต่อองค์กร : สุขภาพจิตที่ย่ำแย่ของพนักงานนำไปสู่ การขาดงาน, การมาทำงานแต่ไม่มีประสิทธิภาพ, การตัดสินใจที่ผิดพลาด, ความขัดแย้งในที่ทำงาน และการสูญเสียบุคลากรที่มีคุณภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้หมายถึงค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นและประสิทธิภาพที่ลดลงของบริษัท
การลงทุนในโครงการส่งเสริมสุขภาพจิตในที่ทำงาน มีแนวโน้มที่จะให้ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่ดี ตัวอย่างเช่น การศึกษาบางชิ้นชี้ให้เห็นว่า ทุก $1 ที่ลงทุนในการสนับสนุนสุขภาพจิต อาจสร้างผลตอบแทนได้ถึง $4 หรือมากกว่า ในแง่ของผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่ลดลง
เทรนด์ Mental Health in Workplace คืออะไร? ทำไมนักจิตวิทยาจึงสำคัญ
Mental Health in Workplace คือแนวคิดที่องค์กรให้ความสำคัญกับการดูแลและสนับสนุนสุขภาพจิตที่ดีของพนักงานเทียบเท่ากับสุขภาพกาย ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าภาวะสุขภาพจิตที่ไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นความเครียด ภาวะหมดไฟ (Burnout) หรือความวิตกกังวล สามารถส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานและการมีส่วนร่วมกับองค์กร รวมถึงมีความสัมพันธ์กับอัตราการลาออกของพนักงานด้วย
OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือและพัฒนาเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศสมาชิกและทั่วโลก มีงานวิเคราะห์ที่ชี้ว่าภาระจากปัญหาสุขภาพจิตสามารถเทียบเท่าหลายเปอร์เซ็นต์ของ GDP ในหลายประเทศ ซึ่งหมายความว่าองค์กรสูญเสียทั้งศักยภาพแรงงานและผลผลิต หากไม่จัดการเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ
แม้แต่งานวิจัยและแนวปฏิบัติระดับโลก อย่าง WHO, และ Harvard Business Review เองก็มีความเห็นว่าการลงมือเชิงปฏิบัติขององค์กร ไม่ใช่แค่สวัสดิการเล็กๆ แต่คือการเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานที่ส่งเสริมเรื่องสุขภาพจิต และการฝึกอบรมผู้จัดการ เพื่อทำความเข้าใจและมีความรู้เรื่องสุขภาพจิตที่ดี สามารถลดความเสี่ยงของผลกระทบในการทำงาน และเพิ่มการคุณภาพการทำงานได้จริง
บทบาทหลักของนักจิตวิทยาในองค์กรยุคใหม่
1. การประเมินและวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางจิตวิทยา
การสำรวจและวินิจฉัย : ดำเนินการสำรวจและประเมินระดับความเครียด ภาวะหมดไฟ ความผูกพันของพนักงานและสภาพแวดล้อมทางจิตวิทยา เพื่อระบุจุดเสี่ยงและความต้องการที่แท้จริงขององค์กร
การออกแบบเครื่องมือ : พัฒนาเครื่องมือวัดทางจิตวิทยาที่แม่นยำและเป็นมาตรฐาน เพื่อติดตามความเปลี่ยนแปลงของสุขภาพจิตพนักงานอย่างต่อเนื่อง
2. การให้คำปรึกษาและการสนับสนุนส่วนบุคคล
บริการให้คำปรึกษา (EAP - Employee Assistance Program) : นักจิตวิทยาเป็นผู้ให้คำปรึกษาเบื้องต้น (Counseling) หรือจัดให้มีช่องทางการเข้าถึงนักจิตวิทยาคลินิกสำหรับพนักงานที่ประสบปัญหาทางจิตใจ ความเครียด หรือวิกฤตส่วนตัว อย่างเป็นความลับ
การจัดการความเครียด : จัดอบรมและให้คำแนะนำเฉพาะบุคคลในการใช้เทคนิคทางจิตวิทยาเพื่อ จัดการความเครียด ความกังวลและความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน (Work-Life Balance)
3. การพัฒนาและฝึกอบรมทักษะ
สร้างความตระหนัก : นักจิตวิทยาช่วยจัดทำกิจกรรมเพื่อลดอคติ และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตในองค์กร เพื่อให้พนักงานกล้าที่จะขอความช่วยเหลือ
ฝึกอบรมผู้บริหาร : สอนทักษะที่เรียกว่า Psychological Safety Leadership ให้กับหัวหน้างาน เพื่อให้พวกเขาสามารถสังเกตสัญญาณความผิดปกติของพนักงาน และให้การสนับสนุนเบื้องต้น รวมถึงการสร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยทางจิตใจในทีม
4. การออกแบบและปรับปรุงนโยบาย
ให้คำแนะนำด้านจิตวิทยาตามหลัก Ergonomics : เพื่อออกแบบโครงสร้างงาน, ภาระงานและตารางการทำงานที่เหมาะสม เพื่อป้องกันภาวะหมดไฟ
การสร้างวัฒนธรรมองค์กรเชิงบวก : โดยทำงานร่วมกับฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) และผู้บริหารระดับสูง ในการสร้างวัฒนธรรมองค์ที่ให้คุณค่าทางจิตใจ การสื่อสารที่เปิดกว้างและการยอมรับความแตกต่าง
ตัวชี้วัดความสำเร็จที่องค์กรควรติดตามผลจากนักจิตวิทยา
ระดับความเครียด/ซึมเศร้า/ความดันจากแบบสอบถามของพนักงาน
อัตราการลาป่วย (sick leave) และอัตราออกจากงาน (turnover)
Presenteeism (ประสิทธิภาพลดลงเมื่อมาที่ทำงานแต่ไม่เต็มที่)
การเข้าถึงบริการ ของ EAP หรือการให้คำปรึกษา
คะแนนความพึงพอใจของพนักงานเมื่อได้รับคำปรึกษา
นักจิตวิทยามีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนองค์กรยุคใหม่ เพราะสุขภาพจิตของพนักงานถือเป็นทรัพย์สินสำคัญของบริษัทอย่างแท้จริง การตื่นตัวในเทรนด์ “Mental Health in Workplace” ทำให้องค์กรต้องหันมาลงทุนในการดูแลสภาพจิตใจพนักงานเพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดภาวะหมดไฟและลดการขาดงาน ซึ่งนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กร
สำหรับองค์กรหรือบุคลากรที่กำลังมองหาการสนับสนุนอย่างมืออาชีพด้านสุขภาพจิตในที่ทำงาน ขอแนะนำให้พิจารณาใช้บริการของ THE OASIS คลินิกจิตเวช ซึ่งเป็นสถานพยาบาลที่พร้อมให้คำปรึกษาและบริการด้านจิตเวชและสุขภาพจิตอย่างครบวงจร ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญของเราสามารถให้การวินิจฉัย บำบัดและดูแลสุขภาพจิตแก่พนักงานรายบุคคล หรือร่วมมือกับองค์กรของท่านในการออกแบบและดำเนินการโครงการ Employee Assistance Program (EAP) เพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานของท่านจะได้รับการดูแลเอาใจใส่ในภาวะวิกฤตและความเครียดจากการทำงานได้อย่างทันท่วงที การลงทุนในบริการจากผู้เชี่ยวชาญภายนอกเช่นนี้ จะช่วยให้องค์กรสามารถดูแลทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด อย่างสุขภาพจิตของพนักงานได้อย่างมีมาตรฐานและเป็นความลับ





ความคิดเห็น