“ใจสั่น เหมือนจะเป็นลม” อาการแพนิคหรือแค่เครียดสะสม? เช็กให้ชัดก่อนตัดสินใจพบจิตแพทย์
- seo5491
- 1 วันที่ผ่านมา
- ยาว 1 นาที

แยกแยะความแตกต่าง, การรักษาเบื้องต้นและสัญญาณเตือนของอาการแพนิค
หลายคนเคยมีประสบการณ์ใจสั่นคล้ายจะเป็นลม… เหงื่อออกท่วมตัวหรือรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก อาการเหล่านี้อาจถูกเหมารวมว่าเป็นผลจากความเครียดสะสม หรือความเหนื่อยล้าทางร่างกาย แต่สำหรับบางกรณี นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะที่เรียกว่า อาการแพนิค ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่น่ากลัวและเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องมีสิ่งกระตุ้นที่ชัดเจน ที่สำคัญคือ หากคุณเป็นแพนิคแล้วมีความจำเป็นจะต้องเข้ารับการรักษากับจิตแพทย์โดยตรง ก่อนที่จะมีอาการหนักขึ้นจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ฉะนั้นในบทความนี้ เราจะมาเจาะลึกความแตกต่างและวิธีสังเกตตนเอง เพื่อให้ทราบว่าสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่นั้นคือภาวะความเครียดปกติหรือแพนิค เพื่อวางแผนการรักษาที่ถูกต้อง
โรคแพนิคคืออะไร? และ “อาการแพนิค” เป็นอย่างไร?
โรคแพนิค (Panic Disorder) เป็นภาวะทางจิตเวชที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของการทำงานของสมองและระบบประสาทอัตโนมัติ สามารถเกิดขึ้นเองโดยไม่มีสิ่งกระตุ้นที่ชัดเจน ทำให้ผู้ป่วยมีประสบการณ์ของ อาการ Panic Attack เกิดขึ้นซ้ำๆ อย่างไม่คาดคิด และมีความกังวลอย่างต่อเนื่องว่าจะเกิดอาการเหล่านี้ขึ้นอีก
หัวใจสำคัญของโรคแพนิคคือ
อาการแพนิคที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด: อาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากสถานการณ์ที่น่ากลัว หรือความเครียดที่เฉพาะเจาะจง
ความกังวลล่วงหน้า (Anticipatory Anxiety): ผู้ป่วยจะมีความกังวลหรือหวาดกลัวอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการเกิด อาการแพนิค ครั้งต่อไป หรือกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของอาการ เช่น กลัวเป็นบ้า หรือกลัวเป็นโรคหัวใจ
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม: ผู้ป่วยมักจะเริ่มหลีกเลี่ยงสถานการณ์หรือสถานที่ที่คิดว่าเป็นต้นเหตุ หรือเป็นสถานที่ที่ยากต่อการขอความช่วยเหลือเมื่อเกิด อาการแพนิค เช่น การขึ้นลิฟต์, การเดินทางไกล, หรือการอยู่ในที่ที่มีผู้คนหนาแน่นน
อาการแพนิค (Panic Attack) เป็นอย่างไร?
อาการของโรคแพนิค คือช่วงเวลาของความกลัวหรือความไม่สบายอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันและรุนแรง ไม่ได้เป็นเพียงความรู้สึกวิตกกังวลธรรมดา แต่เป็นประสบการณ์ที่รุนแรงจนทำให้ผู้ประสบเหตุเชื่อว่าตนเองกำลังจะเสียชีวิต เป็นบ้าหรือควบคุมตัวเองไม่ได้ โดยมักจะเกิดขึ้นถึงจุดสูงสุดภายใน 10 นาที โดยมักจะประกอบด้วยอาการต่างๆ ต่อไปนี้
อาการแพนิคทางร่างกายที่รุนแรง
ใจสั่น : หัวใจเต้นแรงผิดปกติ (Palpitations), หัวใจเต้นเร็วหรือรู้สึกเหมือนหัวใจกำลังจะหลุดออกมา
ระบบหายใจ : รู้สึกหายใจไม่ออก, หายใจถี่หรือรู้สึกเหมือนถูกบีบรัดที่คอจนสำลัก
อาการทางประสาท : เวียนศีรษะ, หน้ามืด, รู้สึกคล้ายจะเป็นลม, รู้สึกชาหรือซ่าตามร่างกาย (มักจะเป็นที่มือหรือเท้า)
อาการอื่นๆ : เจ็บหรือรู้สึกไม่สบายหน้าอก (ซึ่งมักทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นอาการหัวใจวาย), เหงื่อออกมากผิดปกติ, ตัวสั่น, มีอาการหนาวสั่นหรือร้อนวูบวาบ และรู้สึกคลื่นไส้ไม่สบายท้อง
อาการแพนิคทางจิตใจและความรู้สึก
ความกลัวสุดขีด : มีความกลัวอย่างรุนแรงว่ากำลังจะตายหรือกำลังจะเป็นโรคร้ายแรง
กลัวเสียการควบคุม : กลัวว่าจะเสียสติหรือควบคุมตัวเองไม่ได้
การเปลี่ยนแปลงการรับรู้
Derealization : รู้สึกว่าโลกรอบตัวไม่เป็นจริงหรือแปลกแยก
Depersonalization : รู้สึกแปลกแยกจากตนเองหรือรู้สึกเหมือนกำลังมองตัวเองจากภายนอก
ความแตกต่างระหว่างเครียดสะสมกับอาการแพนิค
ความเครียดสะสม : จะเป็นความวิตกกังวลที่ค่อยๆ สะสม มักมีอาการทางกายที่ค่อยเป็นค่อยไปและสัมพันธ์กับปัจจัยกระตุ้นที่ชัดเจน เช่น อาการปวดหัวตึงๆ , นอนไม่หลับเรื้อรังหรือความรู้สึกกังวลตลอดเวลา แต่โดยทั่วไปแล้ว อาการจะไม่รุนแรงจนถึงขั้นรู้สึกว่ากำลังจะตายหรือควบคุมตัวเองไม่ได้
อาการแพนิค (Panic Attack) : เป็นภาวะที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและรุนแรง โดยมักจะถึงจุดสูงสุดภายใน 10 นาที อาการหลักๆ ของโรคแพนิคคือใจสั่นหรือหัวใจเต้นแรง, เจ็บหน้าอก, รู้สึกหายใจไม่ออกหรือสำลัก, เวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลม, ชาหรือรู้สึกซ่าตามร่างกายและความรู้สึกกลัวอย่างสุดขีดว่ากำลังจะตาย, เป็นบ้าหรือเสียการควบคุม แม้ว่าโรคแพนิคจะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่มันส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการใช้ชีวิต
วิธีรักษาและรับมืออาการแพนิคเบื้องต้น
เมื่อมีอาการที่สงสัยว่าเป็นโรคแพนิค ให้ลองใช้วิธีการต่อไปนี้เพื่อช่วยผ่อนคลายความรุนแรงของอาการ
การหายใจช้าๆ : นี่เป็นเทคนิคสำคัญในการจัดการกับอาการของโรคแพนิค ลองหายใจเข้าลึกๆ ทางจมูกให้ท้องป่อง (นับ 4) กลั้นไว้เล็กน้อย (นับ 2) และค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกทางปากช้าๆ (นับ 6) การหายใจที่ช้าลงจะช่วยปรับสมดุลของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดและลดอาการเวียนศีรษะ
เทคนิค Grounding 5-4-3-2-1 : ช่วยดึงสติออกจากความรู้สึกกลัวและโฟกัสกับโลกรอบตัว ดังนี้
มองเห็น 5 สิ่งรอบตัว
สัมผัส 4 สิ่งที่คุณรู้สึกได้
ได้ยิน 3 สิ่งที่คุณสามารถฟังได้
ได้กลิ่น 2 กลิ่นที่คุณสัมผัสได้
ลิ้มรส 1 รสชาติที่คุณรับรู้
ยอมรับอาการ : การพยายามต่อสู้จะยิ่งทำให้อาการแย่ลง จงบอกกับตัวเองว่า "นี่คือแพนิคและมันจะผ่านไป"
สัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาควรพบจิตแพทย์เพื่อรักษาอาการแพนิค
แม้ว่าการรักษาเบื้องต้นจะช่วยบรรเทาได้ แต่หากคุณมีสัญญาณเหล่านี้ ควรปรึกษาจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตทันที
อาการเกิดขึ้นซ้ำ : หากอาการเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เช่น สัปดาห์ละหลายครั้ง โดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจนหรือเริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับการเกิดอาการซ้ำ (เรียกว่า Panic Disorder)
ทำให้หลีกเลี่ยงสถานที่หรือกิจกรรมจนกระทบชีวิตประจำวัน : เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงสถานที่หรือกิจกรรมที่อาจกระตุ้นอาการแพนิค เช่น ไม่กล้าออกจากบ้าน, ไม่กล้าขึ้นลิฟต์หรือไม่กล้าขับรถ
คุณภาพชีวิตลดลง : เช่น เริ่มส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงาน ความสัมพันธ์หรือการใช้ชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน
มีความคิดจะทำร้ายตัวเอง : หรืออาจมีสาเหตุทางการแพทย์ยังไม่ได้รับการตรวจ เช่น เจ็บหน้าอกรุนแรง
อาการแพนิคเป็นภาวะที่สามารถรักษาได้ และการทำความเข้าใจความรู้สึกของตนเองคือก้าวแรกที่สำคัญ หากคุณมีอาการใจสั่นเหมือนจะเป็นลมอย่างรุนแรงและบ่อยครั้ง อย่าลังเลที่จะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ การรักษาด้วยการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม (CBT) และ/หรือยาตามคำแนะนำของจิตแพทย์จะช่วยให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและควบคุมตนเองได้อีกครั้ง การดูแลสุขภาพใจอย่างสม่ำเสมอเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันอาการของโรคแพนิคและภาวะทางจิตเวชอื่นๆ
หากคุณกำลังเผชิญกับปัญหา อาการแพนิคหรือความทุกข์ใจอื่นๆ จนต้องการความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ THE OASIS คลินิกจิตเวช พร้อมเป็นสถานที่พักพิงทางใจที่ดูแลคุณอย่างครบวงจร ด้วยทีมจิตแพทย์เฉพาะทางและนักจิตบำบัดที่มีประสบการณ์ โดยคลินิกให้บริการปรึกษาและรักษาปัญหาสุขภาพจิตที่หลากหลาย ทั้งโรคซึมเศร้า, โรควิตกกังวล, โรคนอนไม่หลับและปัญหาความสัมพันธ์ โดยมีทางเลือกในการบำบัดที่ครอบคลุม ตั้งแต่การตรวจรักษาโดยจิตแพทย์ไปจนถึงจิตบำบัดรูปแบบต่างๆ และยังอำนวยความสะดวกด้วยบริการปรึกษาจิตแพทย์แบบออนไลน์ เพื่อให้คุณสามารถเข้าถึงการดูแลสุขภาพใจได้อย่างอบอุ่น ปลอดภัยและเป็นส่วนตัว





ความคิดเห็น