top of page
The Oasis ( เดอะโอเอซิส )
Gradient

บทความสุขภาพจิต

รวมบทความน่ารู้ จากทีมให้คำปรึกษาของ The Oasis

เมื่อความเศร้ากลายเป็นโรค : 5 สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าอาจต้องไปคลินิกจิตแพทย์

  • seo5491
  • 15 ม.ค.
  • ยาว 1 นาที

อัปเดตเมื่อ 20 ม.ค.

สัญญาณสำคัญของโรคซึมเศร้าจากคลินิกจิตแพทย์

เช็คสัญญาณสำคัญของโรคซึมเศร้าจากคลินิกจิตแพทย์ ที่คุณควรรู้

คลินิกจิตแพทย์ คือสถานที่ที่หลายคนอาจรู้สึกกังวลที่จะก้าวเข้าไป แต่ความจริงแล้วการแสวงหาความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตเป็นสัญญาณของความเข้มแข็ง ไม่ใช่ความอ่อนแอ… เพราะในชีวิตของคนเราความเศร้าเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ แต่เมื่อใดที่ความรู้สึกหดหู่ ซึมเศร้าหรือการไร้ความสุขนั้นไม่ยอมจางหายไป และเริ่มส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน ความสัมพันธ์ รวมถึงการดูแลตัวเองอย่างรุนแรง นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าความเศร้าได้พัฒนาไปสู่ภาวะของโรคที่ต้องการการดูแลทางการแพทย์อย่างแท้จริง บทความนี้จะนำเสนอ 5 สัญญาณเตือน ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ซึ่งบ่งบอกว่าคุณไม่ควรปล่อยผ่านอีกต่อไป และถึงเวลาแล้วที่จะต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการประเมินและการรักษาที่เหมาะสม


5 สัญญาณเตือนภาวะซึมเศร้าและควรเข้ารับการรักษาจากคลินิกจิตแพทย์

1. อารมณ์ซึมเศร้าต่อเนื่องยาวนานและรุนแรง : อาการซึมเศร้าเป็นสัญญาณที่ไม่ใช่แค่รู้สึกแย่แค่สองสามวัน แต่หมายถึงการมีอารมณ์หดหู่ ซึมเศร้า ว่างเปล่าเกือบตลอดทั้งวันและเกือบทุกวัน ติดต่อกันอย่างน้อย 2 สัปดาห์ โดยความรู้สึกนั้นไม่ดีขึ้นแม้จะได้รับกำลังใจหรือมีเหตุการณ์ดีๆ เข้ามา ทั้งหมดนี้คือหนึ่งสัญญาณในเกณฑ์หลักของการวินิจฉัยภาวะซึมเศร้า


2. การทำงาน/ความสัมพันธ์ได้รับผลกระทบชัดเจน : หากคุณเริ่มขาดงาน เรียนไม่ไหว ตกงาน ประสิทธิภาพการทำงานลดลงหรือคนรอบข้างสังเกตเห็นว่าคุณเปลี่ยนไป อาจมีอาการ อ่อนเพลีย ไร้เรี่ยวแรงตลอดเวลา แม้จะนอนหลับพักผ่อนเพียงพอแล้ว บางรายอาจมีอาการกระสับกระส่าย กระวนกระวาย หรือแม้แต่การทำกิจวัตรพื้นฐาน เช่น การอาบน้ำ การแต่งตัว ลดลงอย่างมาก จนบางครั้งถึงขั้นไม่สามารถลุกจากเตียงได้ ถือเป็นสัญญาณว่าความเศร้ากำลังกระทบการใช้ชีวิตจริงของคุณอย่างหนัก ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่คุณจะไปคลินิกจิตแพทย์เพื่อประเมินและรักษา


3. การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการกินและการนอน : ปัญหาสุขภาพจิตมักส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลไกทางร่างกาย เช่น อาการนอนไม่หลับ, หลับยาก, ตื่นกลางดึกบ่อย หรือตื่นเช้ากว่าปกติมากและไม่สามารถกลับไปหลับได้อีก หรือในทางกลับกันคือ นอนมากเกินไปแต่ยังรู้สึกไม่สดชื่น ในบางรายอาจมีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงอย่างมาก หรือตรงข้ามคือรับประทานอาหารมากขึ้นผิดปกติเพื่อบรรเทาอารมณ์ จนทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัวมากกว่า 5% ของน้ำหนักตัว ภายใน 1 เดือน สิ่งเหล่านี้อาจดูเป็นอาการร่างกาย แต่เมื่อต่อเนื่องและรบกวนชีวิตประจำวัน ควรได้รับการประเมินจากคลินิกจิตแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุและแนวทางรักษาที่ถูกต้องจะดีที่สุด


4. ความคิดเชิงลบและการมองเห็นคุณค่าในตัวเองต่ำ : ผู้ที่ประสบภาวะซึมเศร้ามักจะ ถอนตัวออกจากสังคม หลีกเลี่ยงการพบปะเพื่อนฝูงหรือครอบครัวที่เคยสนิทสนม มีรูปแบบความคิดที่วนเวียนอยู่กับความรู้สึกไร้ค่า, รู้สึกผิดที่ไม่สมเหตุสมผล หรือรู้สึกว่าตนเองเป็นภาระให้กับผู้อื่น พวกเขาจะมองโลกในแง่ลบมากเกินไป ไม่สามารถจดจ่อมีสมาธิหรือตัดสินใจเรื่องง่ายๆ ได้ และที่แย่ไปกว่านั้นคือ มีความคิดว่าต้องการทำร้ายตัวเองหรือการฆ่าตัวตาย นี่คือสัญญาณเตือนที่เร่งด่วนที่สุดที่ต้องรีบพาไปคลินิกจิตแพทย์


5. มีอาการทางจิต (เพ้อ หูแว่ว) หรืออาการวิตกกังวลรุนแรง ร่วมกับการใช้สารเสพติด : ถ้าความเศร้าร่วมกับอาการหลงผิด หูแว่ว เห็นภาพหลอน (psychotic features) หรือมีความกังวล/ตื่นตระหนกมากจนไม่สามารถควบคุมตนเอง หรือหันไปใช้สุรา/ยาเพื่อ “บรรเทา” อาการจนเกิดการพึ่งพา—ทั้งหมดนี้เป็นสัญญาณความรุนแรงที่ต้องได้รับการวินิจฉัยโดยจิตแพทย์ เพื่อพิจารณารักษาด้วยยา/การรักษาเฉพาะทางและแผนความปลอดภัย


 เราควรไปคลินิกจิตแพทย์? : คำถามที่ควรถามตัวเอง

  • ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา คุณรู้สึกเบื่อหรือไม่เพลิดเพลินกับกิจกรรมต่างๆ ที่เคยทำเป็นประจำหรือไม่?

  • คุณสังเกตเห็นว่าน้ำหนักของคุณลดลงหรือเพิ่มขึ้นอย่างมาก หรือมีการเปลี่ยนแปลงของความอยากอาหารหรือไม่?

  • คุณมีปัญหาเรื่องการนอนหลับ (นอนไม่หลับ หรือนอนมากเกินไป) เกือบทุกคืนหรือไม่?

  • คุณรู้สึกว่าตัวเองอ่อนเพลียหรือไม่มีพลังงาน เกือบตลอดเวลาหรือไม่?

  • คุณรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าหรือรู้สึกผิด ที่ไม่สมเหตุสมผลหรือไม่?

  • คุณมีปัญหาเรื่องสมาธิหรือการตัดสินใจหรือไม่?

  • คุณเคยคิดว่าชีวิตไม่น่าอยู่หรือคิดเรื่องการทำร้ายตัวเอง/การฆ่าตัวตายหรือไม่?


ถ้ามีสัญญาณเหล่านี้ คลินิกจิตแพทย์จะทำอย่างไรบ้าง?

  • อย่ารอให้แย่ลง : ถ้าอาการเป็นมาติดต่อกันหลายสัปดาห์หรือรบกวนชีวิต ให้ไปพบแพทย์หรือนัดจิตแพทย์โดยตรงเพื่อประเมินอาการ

  • ถ้ามีความคิดฆ่าตัวตาย/อาการฉุกเฉิน : ขอความช่วยเหลือทันที โดยติดต่อโรงพยาบาลใกล้บ้านหรือสายด่วนสุขภาพจิตในพื้นที่

  • เตรียมข้อมูลเมื่อไปพบแพทย์ : ระยะเวลาอาการ วัน-เวลา ความถี่ ผลกระทบต่อการทำงาน/ความสัมพันธ์ ยาที่รับประทาน ประวัติครอบครัวปัญหาจิตเวช และพฤติกรรมเสี่ยง สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้แม่นยำขึ้น

การทำความเข้าใจและตระหนักรู้ในสัญญาณเตือนเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์เศร้าที่ยาวนาน การเปลี่ยนแปลงของพลังงาน การกิน การนอน ความคิดเชิงลบและการแยกตัวออกจากสังคม คือกุญแจสำคัญในการก้าวพ้นจากความเศร้าธรรมดาไปสู่การจัดการกับโรคอย่างทันท่วงที การตัดสินใจไปพบผู้เชี่ยวชาญที่คลินิกจิตแพทย์ ไม่ได้หมายความว่าคุณล้มเหลว แต่เป็นการแสดงออกถึงความรักและเคารพในตัวเองที่ต้องการกลับมามีชีวิตที่สมบูรณ์อีกครั้ง การรักษาทางจิตเวชที่ถูกต้องจะช่วยให้คุณจัดการกับความคิดและมีสุขภาพจิตที่ได้ดีขึ้น เพื่อฟื้นคืนความสามารถในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้อีกครั้ง นั่นเอง


คำถามที่พบบ่อย

1. ซึมเศร้าต้องใช้ยาเสมอไหม?

คำตอบ : ไม่เสมอไป สำหรับอาการเล็กน้อยผู้ป่วยอาจได้ผลดีจากจิตบำบัดและการปรับพฤติกรรม แต่สำหรับอาการปานกลางถึงรุนแรง ยาต้านซึมเศร้า (ร่วมกับบำบัด) มักให้ประโยชน์ชัดเจน การตัดสินใจขึ้นกับการประเมินโดยแพทย์


2. ถ้ากลัวไปพบจิตแพทย์ ควรเริ่มอย่างไร? 

คำตอบ : เริ่มจากคุยกับหมอทั่วไป (GP) หรือผู้ให้บริการสุขภาพจิตที่คลินิกชุมชน ขอคำแนะนำว่าขั้นตอนจะเป็นอย่างไร และพาเพื่อน/ญาติไปด้วยหากรู้สึกอึดอัด


หากคุณกำลังประสบกับสัญญาณเตือนเหล่านี้และต้องการความช่วยเหลืออย่างมืออาชีพ เราขอแนะนำ THE OASIS คลินิกจิตเวช ซึ่งเป็นสถานที่ที่พร้อมมอบการดูแลสุขภาพจิตแบบองค์รวม ด้วยทีมงานจิตแพทย์และนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญ คลินิกแห่งนี้ให้บริการทั้งการวินิจฉัยและรักษาภาวะซึมเศร้า วิตกกังวลและปัญหาสุขภาพจิตอื่นๆ อย่างเข้าใจและเป็นส่วนตัว โดยเน้นการสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยและเป็นมิตร เพื่อให้คุณสามารถเปิดใจและรับการรักษาได้อย่างสบายใจที่สุด การเข้ารับบริการที่ THE OASIS คือการเริ่มต้นเส้นทางสู่การฟื้นฟูจิตใจและกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพอีกครั้ง




 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page