top of page
The Oasis ( เดอะโอเอซิส )
Gradient

บทความสุขภาพจิต

รวมบทความน่ารู้ จากทีมให้คำปรึกษาของ The Oasis

รักษาโรคซึมเศร้าแบบไม่พึ่งยา ทำได้จริงไหม?

  • The Oasis Team(1)
  • 2 วันที่ผ่านมา
  • ยาว 2 นาที

อัปเดตเมื่อ 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา

รักษาโรคซึมเศร้าแบบไม่ใช้ยา

ขั้นตอนและวิธีการรักษาโรคซึมเศร้าทำได้อย่างไรบ้าง?

การรักษาโรคซึมเศร้าในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การรับประทานยาเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงองค์รวมของการดูแลสภาวะจิตใจและร่างกายที่สามารถทำควบคู่กันไปได้ หลายคนอาจมีความกังวลเกี่ยวกับผลข้างเคียงของยาหรือปรารถนาที่จะฟื้นฟูตนเองด้วยวิธีธรรมชาติ ซึ่งในทางการแพทย์ยืนยันว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการทำจิตบำบัดมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้อาการดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การจะเลือกเส้นทางใดนั้นจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับระดับความรุนแรงของโรค เพื่อให้การรักษาเกิดประสิทธิภาพสูงสุดและปลอดภัยต่อตัวผู้ป่วยเองด้วย


รักษาโรคซึมเศร้าแบบไม่ใช้ยา : ทำได้จริงไหม? และใครที่สามารถทำได้บ้าง

คำถามที่ว่า "รักษาอาการซึมเศร้าโดยไม่ใช้ยาได้ไหม?" คำตอบคือได้ในบางกรณี แต่มีเงื่อนไขสำคัญที่ต้องพิจารณาตามระดับความรุนแรงของโรคโดยการประเมินความรุนแรงของโรคซึ่งทางการแพทย์จะแบ่งระดับความรุนแรงของโรคซึมเศร้าออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่

  • ระดับน้อย (Mild Depression) : กลุ่มนี้สามารถเริ่มต้นรักษาด้วยการปรับพฤติกรรมหรือทำจิตบำบัดโดยไม่ใช้ยาได้ผลดี

  • ระดับปานกลาง (Moderate Depression) : มักแนะนำให้ใช้ยาควบคู่ไปกับการทำจิตบำบัดเพื่อให้เห็นผลชัดเจนขึ้น

  • ระดับรุนแรง (Severe Depression) : "จำเป็นต้องใช้ยา" เนื่องจากสารเคมีในสมองมีความผิดปกติอย่างมาก จนส่งผลต่อการใช้ชีวิตพื้นฐาน เช่น ไม่กิน ไม่นอนหรือมีรอยโรคทางความคิดเรื่องการทำร้ายตัวเอง


รักษาโรคซึมเศร้าแบบไม่ใช้ยา : มีวิธีการใดบ้าง?

  1. จิตบำบัดที่มีหลักฐาน (CBT, IPT, behavioural activation, problem-solving therapy) : หรือการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม ทั้งสองวิธีนี้กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในการรักษาอาการซึมเศร้า ซึ่งจะเน้นการปรับจูนความคิดลบที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ และเปลี่ยนพฤติกรรมที่ตอกย้ำความเศร้า

    • Cognitive Behavioral Therapy (CBT) : เป็นการบำบัดและรักษาโรคซึมเศร้าที่ช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้วิธีสังเกตและปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมที่ไม่เป็นประโยชน์ ซึ่งเป็นต้นเหตุของความรู้สึกซึมเศร้าและวิตกกังวล เป้าหมายคือช่วยให้เกิดรูปแบบความคิดและการกระทำที่เหมาะสมมากขึ้น ส่งผลให้อารมณ์และคุณภาพชีวิตดีขึ้น

      ในปัจจุบัน CBT มีการพัฒนาให้ทันสมัยมากขึ้น เช่น การนำหลักสติ (Mindfulness) มาใช้ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยอยู่กับปัจจุบันและรับมือกับความคิดลบได้ดีขึ้น หรือการปรับรูปแบบการบำบัดให้เจาะจงกับอาการเฉพาะด้าน เช่น อาการนอนไม่หลับหรือความวิตกกังวลบางรูปแบบ เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    • Interpersonal Therapy (IPT) : เป็นการบำบัดและรักษาโรคซึมเศร้า ที่มุ่งเน้นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและเหตุการณ์สำคัญในชีวิต ซึ่งมีผลกระทบต่ออารมณ์และภาวะซึมเศร้า รวมถึงผลของอารมณ์ที่ส่งกลับไปกระทบต่อความสัมพันธ์เหล่านั้น โดยมีเป้าหมายในการช่วยพัฒนาทักษะการสื่อสารและการปรับตัวในความสัมพันธ์, ส่งเสริมการสร้างเครือข่ายการสนับสนุนทางสังคม เช่น ครอบครัว เพื่อนหรือคนรอบข้าง รวมถึงการช่วยให้ผู้ป่วยตั้งความคาดหวังที่เป็นจริงมากขึ้น เพื่อรับมือกับวิกฤต ปัญหาชีวิตหรือสถานการณ์ที่อาจเป็นปัจจัยกระตุ้นหรือทำให้อาการซึมเศร้าแย่ลง

  2. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ (Lifestyle & Behavioural Activation) เป็นอีกวิธีที่ได้ผลและทำได้จริง มีงานวิจัยของ Cochrane พบว่ารักษาโรคซึมเศร้า ด้วยการกระตุ้นให้กลับมาทำกิจกรรมที่มีความหมาย (behavioral activation) ช่วยลดอาการซึมเศร้าได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับการดูแลแบบปกติ โดยเน้นการวางแผนกิจกรรมและการปรับพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ ดังนี้

    • การออกกำลังกาย : ช่วยหลั่งสาร Endorphins และ BDNF (Brain-Derived Neurotrophic Factor) ที่ช่วยซ่อมแซมเซลล์สมอง โดยมีงานวิจัยจาก BMJ พบว่า การออกกำลังกายอย่างแอโรบิกมีผลช่วยลดอาการซึมเศร้าขนาดปานกลางได้

    • สุขอนามัยการนอน : เพราะการนอนไม่พอคือตัวกระตุ้นความซึมเศร้าที่รุนแรงที่สุด

    • การปรับโภชนาการที่ดี : อาหารกลุ่ม Mediterranean Diet เช่น ปลา, ถั่ว, ผักใบเขียว มีส่วนช่วยลดการอักเสบในร่างกายที่สัมพันธ์กับโรคซึมเศร้า


  3. การรักษาแบบ Mindfulness-based interventions (MBIs) : คือกระบวนการทางจิตวิทยาที่นำหลักการเจริญสติมาประยุกต์ใช้เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยรักษาโรคซึมเศร้า และจัดการกับความเครียดได้อย่างเป็นระบบ โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การฝึกให้ผู้ป่วยจดจ่ออยู่กับสภาวะปัจจุบัน และสังเกตอารมณ์หรือความคิดลบที่เกิดขึ้นด้วยท่าทีที่ไม่ตัดสิน ซึ่งช่วยลดการจมปลักอยู่กับความคิดวนเวียน อันเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้อาการซึมเศร้าแย่ลง

    การรักษาแบบ MBIs ได้รับการยอมรับจากวงการแพทย์ทั่วโลกว่ามีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของโรคซึมเศร้าได้ โดยการศึกษาและวิเคราะห์กลุ่มผู้ป่วยตัวอย่างจาก NICE ยอมรับการรักษาโรคซึมเศร้า ด้วยวิธีในการรักษาและป้องกันการกลับเป็นซ้ำ ซึ่งการรักษานี้ช่วยปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยกับความคิดของตนเอง ทำให้มองเห็นว่าความคิดไม่ใช่ความจริงเสมอไป และสามารถวางระยะห่างจากความทุกข์ได้ดีขึ้น

  4. การรักษาด้วยนวัตกรรมทางเลือก Transcranial Magnetic Stimulation (TMS) คือนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าพลังงานสูงส่งผ่านไปยังสมองเพื่อรักษาโรคซึมเศร้า โดยมีหลักการทำงานคือการกระตุ้นเซลล์ประสาทในบริเวณที่ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์ (โดยเฉพาะสมองส่วนหน้าด้านข้าง หรือ DLPFC) ที่มักจะมีการทำงานน้อยกว่าปกติในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ซึ่งคลื่นแม่เหล็กนี้จะเข้าไปช่วยปรับสมดุลการทำงานของสารสื่อประสาท และฟื้นฟูโครงข่ายการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทให้กลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง ซึ่งวิธีนี้ถือเป็นทางเลือกที่มีความปลอดภัยสูง ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องวางยาสลบและไม่มีผลข้างเคียงเรื่องความจำเสื่อม จึงมักใช้เป็นทางเลือกสำคัญสำหรับผู้ป่วยที่รักษาด้วยยาแล้วไม่เห็นผล หรือผู้ที่ไม่สามารถทนต่อผลข้างเคียงของยาต้านเศร้าได้


ขั้นตอนเมื่ออยากลองรักษาโรคซึมเศร้าแบบไม่ใช้ยา

  • ประเมินความรุนแรงและความเสี่ยงก่อน : หากมีอาการคิดฆ่าตัวตาย หูแว่วหรือประสิทธิภาพในการใช้ชีวิตลดลงมาก ให้รีบพบแพทย์และประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เพื่อช่วยระบุว่าเป็นซึมเศร้าระดับใด (เล็กน้อย/ปานกลาง/รุนแรง)

  • เลือกวิธีการบำบัดที่มีหลักฐานงานวิจัยที่น่าเชื่อและตรงกับสาเหตุของโรค เช่น

    • CBT (Cognitive Behavioral Therapy) : เหมาะกับอาการซึมเศร้าและวิตกกังวลร่วม, มีเทคนิคแก้ความคิดลบและฝึกพฤติกรรม

    • Behavioural Activation : เน้นฟื้นกิจกรรมที่สร้างคุณค่าและความพึงพอใจให้กับผู้ป่วย

    • Interpersonal Therapy (IPT) และ Problem-Solving Therapy : เหมาะกับปัญหาความสัมพันธ์หรือความเครียดเฉพาะด้าน

  • ติดตามผลการรักษากับจิตแพทย์อย่างเป็นระบบ : ควรพบแพทย์เพื่อนติดตามอาการทุก 2–8 สัปดาห์ หากอาการไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง ให้พิจารณาการรักษาเพิ่มเติม (รวมทั้งการใช้ยา) ภายใต้การดูแลแพทย์


หัวใจสำคัญของการรักษาโรคซึมเศร้าให้ได้ผลยั่งยืน คือการผสมผสานวิธีการที่เหมาะสมกับสภาพปัญหาของแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการทำจิตบำบัดแบบ CBT การออกกำลังกายเพื่อปรับสมดุลสารเคมีในสมอง หรือการดูแลสุขอนามัยการนอน แม้ว่าการรักษาแบบไม่พึ่งยาจะสามารถทำได้จริงในผู้ป่วยที่มีอาการระดับน้อยถึงปานกลาง แต่การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินอาการอย่างสม่ำเสมอยังคงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เพราะเป้าหมายสูงสุดไม่ใช่แค่การหยุดใช้ยา แต่คือการกลับมาใช้ชีวิตที่มีคุณภาพและมีความสุขได้อย่างมั่นคงในระยะยาว


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. หากต้องการหยุดยาแล้วเปลี่ยนมา "รักษาโรคซึมเศร้า" ด้วยวิธีทางเลือกเพียงอย่างเดียว สามารถทำได้ทันทีเลยหรือไม่?

คำตอบ: ไม่แนะนำให้หยุดยาเองโดยเด็ดขาดครับ การหยุดยากะทันหันอาจทำให้เกิดอาการถอนยา หรือทำให้อาการดิ่งลงอย่างรวดเร็วจนเป็นอันตราย การจะเปลี่ยนมาใช้วิธีทางเลือก เช่น การทำจิตบำบัด (CBT) หรือการใช้เครื่อง TMS ต้องทำภายใต้การดูแลของจิตแพทย์ ซึ่งแพทย์จะค่อยๆ ปรับลดปริมาณยาควบคู่ไปกับการประเมินสภาพจิตใจ เพื่อให้สมองมีเวลาปรับตัวและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ


2. การรักษาโรคซึมเศร้าแบบไม่ใช้ยา เช่น การฝึกสติ (Mindfulness) หรือการออกกำลังกาย ต้องรอนานแค่ไหนถึงจะเห็นผล? 

คำตอบ: โดยทั่วไปจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นภายใน 4-8 สัปดาห์ หากทำอย่างต่อเนื่องและถูกวิธี เช่น การฝึก MBCT หรือการออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ จะช่วยให้สารเคมีในสมองเริ่มปรับสมดุล อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับวินัยและความสม่ำเสมอเป็นหลัก ซึ่งแตกต่างจากการใช้ยาที่อาจเห็นผลในแง่การปรับอารมณ์ที่รวดเร็วกว่าในบางราย


หากคุณกำลังมองหาแนวทางการรักษาโรคซึมเศร้า ที่ครอบคลุมทั้งการใช้ยาและนวัตกรรมทางเลือก The Oasis คลินิกจิตเวช พร้อมให้บริการดูแลคุณด้วยทีมจิตแพทย์และนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญ ภายใต้บรรยากาศที่ผ่อนคลายและเป็นส่วนตัว โดยที่นี่โดดเด่นด้วยการนำเทคโนโลยีการรักษาที่สมัยใหม่ ควบคู่ไปกับการทำจิตบำบัดเชิงลึก เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการรักษาที่ยั่งยืนและลดการพึ่งพายาในระยะยาวตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล ให้คุณมั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และเปี่ยมด้วยความเข้าใจ เพื่อช่วยให้คุณกลับมาใช้ชีวิตที่มีความสุขได้อีกครั้ง



ช่องทางนัดหมาย



ความคิดเห็น


bottom of page