top of page
The Oasis ( เดอะโอเอซิส )
Gradient

บทความสุขภาพจิต

รวมบทความน่ารู้ จากทีมให้คำปรึกษาของ The Oasis

โรคซึมเศร้าในผู้ชาย : ความเงียบที่อันตรายกว่าที่คิด

  • seo5491
  • 15 ม.ค.
  • ยาว 1 นาที

อัปเดตเมื่อ 20 ม.ค.

โรคซึมเศร้าในผู้ชาย

ทำความรู้จักกับโรคซึมเศร้าในผู้ชาย (Male Mental Health)

ในยุคปัจจุบันที่การพูดถึงสุขภาพจิตได้รับการยอมรับมากขึ้น ทว่ายังคงมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องเผชิญกับความท้าทายในการเปิดเผยความรู้สึกและเข้ารับการรักษา นั่นก็คือผู้ชาย… โรคซึมเศร้านผู้ชายมักถูกเข้าใจผิด มองข้ามหรือถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากของความเข้มแข็ง ตามค่านิยมทางสังคมที่ว่า "ผู้ชายต้องไม่แสดงความอ่อนแอ" ทำให้เกิดความเงียบที่อันตราย ซึ่งเป็นบ่อเกิดของผลลัพธ์ที่ร้ายแรง โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของอัตราการฆ่าตัวตาย แม้ตามสถิติจาก WHO ผู้หญิงจะมีอัตราการวินิจฉัยซึมเศร้าสูงกว่าผู้ชาย แต่ผู้ชายกลับมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงกว่ามาก


เทรนด์ใหม่แห่งปี : เรื่องโรคซึมเศร้าในผู้ชาย (Male Mental Health)

ตั้งแต่ปี 2023–2025 มีกระแสที่พูดถึงกันอย่างมากมายเกี่ยวกับ “Male Mental Health” หรือสุขภาพจิตของผู้ชาย เทรนด์นี้ไม่ได้เพียงแต่ให้ความสนใจกับความผิดปกติทางจิตเวชเท่านั้น แต่ยังเน้นย้ำถึง ความซับซ้อนและลักษณะเฉพาะของการแสดงออกทางอารมณ์และปัญหาจิตใจในผู้ชาย ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบทั่วไปที่พบในเพศหญิง… ในตำราทางการแพทย์มักมีการบรรยายอากาโรคซึมเศร้า เช่น เศร้า, ร้องไห้, ขาดความมั่นใจ ซึ่งเป็นรูปแบบที่มักพบในผู้หญิง แต่ในผู้ชายมักแสดงออกในรูปแบบที่ซ่อนเร้นความเศร้ามากกว่า เช่น

  • ความหงุดหงิดและโกรธง่าย : แทนที่จะแสดงความเศร้า ผู้ชายอาจแสดงออกด้วยความโกรธ, หงุดหงิดหรือมีพฤติกรรมก้าวร้าว

  • การหนีปัญหาด้วยพฤติกรรมเสี่ยง : เช่น การดื่มแอลกอฮอล์มากผิดปกติ, การใช้สารเสพติด, การพนันหรือการขับรถด้วยความเร็วสูง

  • การทุ่มเทให้กับการทำงานอย่างหนัก : ใช้การทำงานหนักเป็นกลไกในการรับมือ เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับอารมณ์ภายใน

  • มีอาการทางกาย : เช่น ปวดหัว ปวดหลัง หรือมีปัญหาการนอนหลับ โดยไม่มีสาเหตุทางกายที่ชัดเจน ซึ่งเป็นการแสดงออกทางอ้อมของความเครียดทางอารมณ์


และด้วยอาการโรคซึมเศร้าที่ไม่แสดงออกอย่างชัดเจนนี้ นำไปสู่อัตราการฆ่าตัวตายที่สูงในผู้ชายที่เพิ่มขึ้น โดยข้อมูลจาก NIH ที่หน่วยงานวิจัยทางการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดของรัฐบาลสหรัฐฯ (National Institutes of Health) ชี้ว่าในหลายประเทศมีอัตราการเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายของผู้ชายนั้นสูงกว่าผู้หญิงเกือบ 4 เท่า จนในบางประเทศมีการผลักดันนโยบายสาธารณะที่มุ่งสนับสนุนสุขภาพของผู้ชายโดยเฉพาะ จากกระแสการตื่นตัวเหล่านี้ ทำให้มีแนวโน้มการค้นหาการใช้บริการสุขภาพจิตผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น ซึ่งบ่งชี้ว่าบางกลุ่มผู้ชายเริ่มเปิดใจมากขึ้น แต่ช่องว่างด้านการเข้าถึงและทัศนคติทางสังคมก็ยังคงมีอยู่มาก


ทำไม? ผู้ชายถึงไม่กล้าเปิดใจเรื่องโรคซึมเศร้าและเลือกที่จะเก็บเงียบ

1. แรงกดดันจากความเป็นชาย : สังคมยังคงยึดติดกับแนวคิดที่ว่าผู้ชายต้องเข้มแข็ง, ต้องเป็นเสาหลักและห้ามแสดงความอ่อนแอ การเปิดเผยว่าตนเองป่วยหรือเศร้า จึงถูกมองว่าเป็นการยอมรับความล้มเหลวในฐานะผู้ชาย ทำให้เกิดความกลัวที่จะถูกตัดสินถูกปฏิเสธหรือสูญเสียสถานะทางสังคม


2. การขาดทักษะในการสื่อสารอารมณ์ : ผู้ชายจำนวนมากถูกสอนให้เก็บความรู้สึกตั้งแต่เด็ก และไม่ได้รับการฝึกฝนทักษะในการระบุและสื่อสารอารมณ์ที่ซับซ้อนอย่างละเอียด ทำให้พวกเขาไม่มีคำศัพท์หรือเครื่องมือทางจิตวิทยาเพียงพอในการอธิบายสิ่งที่กำลังเผชิญ


3. ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการแสวงหาความช่วยเหลือ : การไปพบจิตแพทย์หรือนักบำบัด ยังคงถูกตีตราว่าเป็นทางเลือกสำหรับคนบ้าหรือคนที่อ่อนแอมาก การขอความช่วยเหลือจึงถูกมองว่าเป็นความพ่ายแพ้มากกว่าความกล้าหาญ


ทำอย่างไรเมื่อสงสัยว่าผู้ชายคนใกล้ตัวเป็นโรคซึมเศร้า

  • เริ่มด้วยการถามอย่างตรงไปตรงมาแต่ไม่ตัดสิน : เช่น การถามด้วยประโยคง่ายๆ เช่น “ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง? ฉันสังเกตเห็นว่า... คุณโอเคไหม?”

  • ฟังโดยไม่รีบให้คำแนะนำ/วิจารณ์ : การถูกฟังอย่างจริงใจจะช่วยลดความอับอายและเปิดทางให้ขอความช่วยเหลือได้มากขึ้น

  • แนะนำการปรึกษาจิตแพทย์ออนไลน์ สายด่วนจิตแพทย์ หรือแนะนำแพทย์/นักจิตวิทยาที่เป็นมิตรกับผู้ชาย

  • หากมีความเสี่ยงฉุกเฉิน (พูดถึงการฆ่าตัวตาย หรือมีแผน) ให้พาไปหาผู้เชี่ยวชาญทันทีหรือโทรสายด่วนในพื้นที่


โรคซึมเศร้าในผู้ชายเป็นภัยเงียบที่อันตรายกว่าที่คิด เนื่องจากถูกบดบังด้วยค่านิยมทางสังคมที่กำหนดให้ผู้ชายต้องเข้มแข็งและไม่แสดงความอ่อนแอ ทำให้การแสดงออกของอาการมักมาในรูปแบบที่ผิดแปลกไปจากที่เราเคยเข้าใจกัน ความเงียบนี้ส่งผลให้เกิดการวินิจฉัยที่ล่าช้าและเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ชายมีอัตราการฆ่าตัวตายสูง การตื่นตัวของเทรนด์ Male Mental Health จึงเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเข้าใจใหม่ ว่าการขอความช่วยเหลือไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่เป็นความกล้าหาญและความเข้มแข็งที่จำเป็นต่อการควบคุมชีวิตกลับคืนมา โดยเราต้องร่วมกันทลายกำแพงแห่งความเงียบและสร้างสภาพแวดล้อม ที่ยอมรับให้ผู้ชายสามารถเปิดใจและแสวงหาการรักษาได้อย่างไม่ต้องกังวล


คำถามที่พบบ่อย 


1) ผู้ชายที่ดูไม่เศร้า แต่โกรธง่ายหรือหงุดหงิดตลอดเวลา อาจเป็นโรคซึมเศร้าไหม?

คำตอบ : ได้เป็นอย่างมาก เพราะผู้ชายจำนวนไม่น้อยไม่ได้แสดงความเศร้าแบบตรงไปตรงมา แต่จะแสดงอาการผ่านพฤติกรรมภายนอก เช่น ความโกรธ หงุดหงิดง่าย ดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น หรือทำพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่โรคซึมเศร้าในผู้ชายถูกมองข้ามบ่อยที่สุด หากมีอาการลักษณะนี้นานกว่า 2 สัปดาห์ ควรเข้ารับการประเมินจากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา


2) ถ้าผู้ชายไม่อยากไปพบจิตแพทย์ ควรเริ่มต้นช่วยอย่างไร?

คำตอบ : เริ่มจากการพูดคุยแบบไม่ตัดสิน และชวนให้เขาเล่าในจังหวะที่รู้สึกปลอดภัยที่สุด อย่าเร่ง บีบคั้นหรือทำให้รู้สึกว่าเขาอ่อนแอ การแนะนำช่องทางที่เป็นส่วนตัว เช่น ปรึกษาออนไลน์หรือสายด่วนสุขภาพจิต จะช่วยลดความกังวลได้มาก เมื่อเขารู้สึกว่าการขอความช่วยเหลือไม่ใช่เรื่องน่าอาย เขาจะพร้อมเปิดใจมากขึ้นและก้าวไปสู่การรักษาได้ง่ายกว่าเดิม



สำหรับผู้ชายที่กำลังเผชิญกับความท้าทายทางสุขภาพจิต และรู้สึกว่าการแสดงออกทางอารมณ์เป็นเรื่องยาก THE OASIS คลินิกจิตเวช เข้าใจถึงความซับซ้อนและลักษณะเฉพาะของปัญหาสุขภาพจิตในเพศชาย เราพร้อมให้คำปรึกษาและบำบัดอย่างเป็นส่วนตัว ด้วยแนวทางที่เน้นการสร้างความเข้มแข็งและการแก้ไขปัญหา โดยไม่ตัดสิน โดยทีมจิตแพทย์และนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญ คลินิกของเราพร้อมเป็นพื้นที่ปลอดภัย ที่คุณสามารถเปิดเผยความรู้สึกและเข้ารับการรักษาได้อย่างมั่นใจ เพื่อให้คุณสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุขอีกครั้ง คุณสามารถติดต่อ THE OASIS เพื่อรับคำปรึกษาเบื้องต้นและนัดหมายได้โดยตรง




ความคิดเห็น


bottom of page