top of page
The Oasis ( เดอะโอเอซิส )
Gradient

บทความสุขภาพจิต

รวมบทความน่ารู้ จากทีมให้คำปรึกษาของ The Oasis

โรคซึมเศร้าในยุคโซเชียลมีเดีย : ทำไมยุคนี้คนถึงป่วยใจมากขึ้น?

  • The Oasis Team(1)
  • 2 วันที่ผ่านมา
  • ยาว 2 นาที
โซเชียลมีเดียกระตุ้นให้เกิดโรคซึมเศร้า

แนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าในยุคโซเชียลมีเดียสำคัญอย่างไร?

โรคซึมเศร้าในปัจจุบันไม่ได้มีสาเหตุมาจากปัจจัยภายในร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่ความก้าวหน้าของโลกดิจิตอลและโซเชียลมีเดีย ได้กลายเป็นปัจจัยกระตุ้นทางสังคมที่ส่งผลต่อจิตใจอย่างรุนแรง ในขณะที่เรากำลังเชื่อมต่อโลกทั้งใบผ่านปลายนิ้ว เรากลับพบว่าผู้คนจำนวนมากกำลังติดอยู่ในเขาวงกตของความโดดเดี่ยว การเปรียบเทียบชีวิตกับภาพลักษณ์ที่ถูกปรุงแต่งบนหน้าจอ และการเสพข้อมูลข่าวสารที่ล้นเกินจนสมองและอารมณ์ไม่ได้พักผ่อน บทความนี้จะพาทุกท่านไปสำรวจเบื้องลึกของปรากฏการณ์ป่วยใจในยุคออนไลน์ ว่าเหตุใดโซเชียลมีเดียที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงผู้คน กลับกลายเป็นเครื่องมือที่บ่อนทำลายสุขภาพจิตของคนยุคใหม่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ


ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าในปัจจุบันจาก WHO 

  • เด็กและวัยรุ่นทั่วโลกอายุระหว่าง 10–19 ปี ประมาณ 1 ใน 7 คน กำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 15 ของโรคทั้งหมดในกลุ่มอายุนี้

  • การฆ่าตัวตายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับที่ 3 ของกลุ่มอายุ 15–29 ปี

  • ปัญหาสุขภาพจิตในวัยรุ่น หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ผลกระทบจะต่อเนื่องไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ ส่งผลเสียทั้งต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจ และจำกัดโอกาสในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพและมีความหมายในอนาคต

  • โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวลและปัญหาพฤติกรรม เป็นสาเหตุสำคัญอันดับต้นๆ ของการเจ็บป่วยและความพิการในวัยรุ่น

  • รายงานสำคัญจากหน่วยงานสาธารณสุขระบุว่า อัตราการเจอภาวะซึมเศร้าของกลุ่มอายุ 12 ปีขึ้นไปในสหรัฐฯ เพิ่มจากประมาณ 8.2% (2013–14) เป็น 13.1% (ถึงส.ค. 2021–ส.ค. 2023) สะท้อนให้เห็นแนวโน้มขึ้นของอาการซึมเศร้าของประชากร แต่แม้ตัวเลขจะเพิ่มขึ้นจริง แต่สาเหตุที่มาจากโซเชียลมีเดียอาจเป็นแค่ส่วนหนึ่งของปัจจัยทั้งหมด


ทำไม? ความก้าวหน้าของยุคดิจิตอลและโซเชียลมีเดียจึงสัมพันธ์กับโรคซึมเศร้า

ในขณะที่เทคโนโลยีช่วยเชื่อมต่อโลกให้ใกล้กันมากขึ้น แต่ในทางจิตวิทยา สภาพแวดล้อมของดิจิตอลกลับแฝงไปด้วยปัจจัยที่บ่อนทำลายสุขภาพจิตอย่างต่อเนื่อง นี่คือ 6 กลไกสำคัญที่อธิบายว่าเหตุใดโซเชียลมีเดียจึงกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้คนยุคนี้เสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้ามากขึ้น


  1. กับดักการเปรียบเทียบทางสังคม (The Comparison Trap) : มนุษย์มีแนวโน้มที่จะประเมินค่าตนเองผ่านการเปรียบเทียบกับผู้อื่น แต่ในโซเชียลมีเดียเรามักเห็นเพียงภาพจำลองชีวิตที่สมบูรณ์แบบของคนอื่น ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ยากจะเกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน เมื่อนำชีวิตจริงที่เต็มไปด้วยปัญหาไปเปรียบเทียบกับภาพลักษณ์เหล่านั้น จะเกิดความรู้สึกด้อยค่าและความไม่พอใจในตนเองอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่นำไปสู่โรคซึมเศร้า

  2. วงจรการเสพติดและภาวะสารเคมีในสมองดิ่ง (The Dopamine Loop) : ฟีเจอร์ต่างๆ เช่น ยอดไลก์และการแจ้งเตือน การถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นระบบการให้รางวัลในสมอง (Reward System) ผ่านการหลั่งสาร Dopamine เมื่อเราใช้โซเชียลมีเดียเพื่อระบายความรู้สึกหรือต้องการการยอมรับ เมื่อไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่หวัง หรือเมื่อหยุดใช้งาน สมองจะเกิดอาการ "ดิ่ง" (Crash) คล้ายอาการขาดพยาธิสภาพ ส่งผลให้ความมั่นคงทางอารมณ์ลดลงและเกิดความวิตกกังวลเรื้อรัง

  3. การใช้งานเชิงลบและความโดดเดี่ยว (Problematic & Passive Use) : มีงานวิจัยเชิงวิเคราะห์เรื่อง Social Media and Depression Symptoms : a Meta-Analysis บ่งชี้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างการใช้งานที่เป็นปัญหากับโรคซึมเศร้ามีความเชื่อมโยงกันอย่างมีนัยสำคัญ เช่น

    • Passive Use : การไถหน้าจอไปเรื่อยๆ โดยไม่มีปฏิสัมพันธ์ (แค่ดูแต่ไม่คุย) จะยิ่งเพิ่มความรู้สึกโดดเดี่ยว (Loneliness)

    • FOMO (Fear of Missing Out) : ความกลัวที่จะตกกระแสหรือถูกลืม ทำให้สมองอยู่ในสภาวะตื่นตัวและเครียดตลอดเวลา (Hyper-vigilance)

  4. อัลกอริทึมกับการขยายอารมณ์เชิงลบ (Algorithmic Amplification) : ระบบของอัลกอริทึมจะแนะนำเนื้อหาที่ถูกออกแบบมาเพื่อดึงดูดความสนใจให้นานที่สุด ซึ่งมักจะคัดเลือกคอนเทนต์ที่กระตุ้นอารมณ์รุนแรง เช่น ความโกรธ, ความกลัวหรือดราม่ามาแสดงผล ทำให้ผู้ใช้ถูกขังอยู่ใน Echo Chamber ที่รับแต่ข้อมูลลบๆ ซ้ำๆ จนเกิดความเครียดสะสม มองโลกในแง่ร้ายเกินจริงและอาจเป็นสาเหตุของโรคซึมเศร้าในที่สุด 

  5. การรบกวนวงจรการนอนหลับ (Sleep Disruption) : พฤติกรรมการเล่นมือถือก่อนนอนส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตโดยตรง เช่น

    • แสงสีฟ้า (Blue Light) : ขัดขวางการผลิต Melatonin ทำให้หลับยากและคุณภาพการนอนต่ำ

    • ความผิดปกติของสมอง : การอดนอนเรื้อรังทำให้สมองส่วน Amygdala (ส่วนที่ควบคุมอารมณ์) ทำงานผิดปกติ ทำให้เราเปราะบางต่อความเศร้าและควบคุมอารมณ์ได้ยากขึ้น

  6. การถูกรังแกและคุกคามทางออนไลน์ (Cyberbullying) : ในยุคที่การวิจารณ์เกิดขึ้นได้เพียงปลายนิ้ว ประสบการณ์การถูกกลั่นแกล้งหรือตัดสินในโลกออนไลน์ ส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นที่ต้องการการยอมรับจากสังคมสูง ซึ่งเป็นสาเหตุต้นๆ ของการเกิดภาวะซึมเศร้าเฉียบพลัน นั่นเอง


เทรนด์ Digital Mental Health 2025 : เมื่อเทคโนโลยีกลับมาเยียวยาใจให้คลายจากโรคซึมเศร้า

ท่ามกลางปัญหา เราได้เห็นการปรับตัวสู่ยุค Digital Mental Health ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือป้องกันและรักษาอาการซึมเศร้า เช่น

  • AI Diagnostics : การใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมการพิมพ์และโทนเสียงเพื่อตรวจจับสัญญาณซึมเศร้าล่วงหน้า ที่นำมาพัฒนาในแอพพลิเคชันบำบัด (CBT apps), เครื่องมือติดตามอารมณ์หรือเทคโนโลยี VR เพื่อความสมจริงในการพบแพทย์ เป็นต้น

  • Tele-Psychotherapy : การปรึกษาจิตแพทย์ผ่านวิดีโอคอลที่ลดกำแพงเรื่อง ความอับอายและความยากในการเดินทาง และการใช้โมเดลภาษา (LLMs) เพื่อช่วยประเมินหรือให้คำแนะนำเบื้องต้น

  • Mental Health Wearables : อุปกรณ์สวมใส่ที่ตรวจจับระดับความเครียดจากอัตราการเต้นของหัวใจ (HRV) และแจ้งเตือนให้เราฝึกหายใจหรือพักผ่อน


โรคซึมเศร้าและการดูแลใจใส่ตนเองและผู้คนรอบข้างในยุค Digital Mental Health จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นทักษะการเอาตัวรอดที่สำคัญในศตวรรษที่ 21 แม้เทคโนโลยีจะเป็นตัวการสร้างความกดดันในบางแง่มุม แต่หากเราใช้อย่างมีสติและรู้จักใช้เครื่องมือดิจิตอลเข้ามาช่วยคัดกรองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เราก็จะสามารถสร้างเกราะป้องกันทางอารมณ์ให้แข็งแกร่งขึ้นได้ ท้ายที่สุดแล้ว การรักษาสมดุลระหว่างโลกเสมือนและโลกความจริง รวมถึงการใจดีกับตัวเองในวันที่โลกหมุนไวเกินไป คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เราก้าวผ่านความหม่นหมองในใจ และใช้ชีวิตในยุคโซเชียลมีเดียได้อย่างมีความสุขและยั่งยืน


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. เราจะสังเกตได้อย่างไรว่าพฤติกรรมการเล่นโซเชียลมีเดียเริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตจนเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้า?

คำตอบ: สัญญาณเตือนที่ชัดเจนคือ "การสูญเสียความพึงพอใจในชีวิตจริง" หากคุณเริ่มรู้สึกหงุดหงิดเมื่อไม่ได้เช็กโทรศัพท์, มีอาการนอนไม่หลับเรื้อรังจากการไถหน้าจอ (Doomscrolling) หรือเริ่มเปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับผู้อื่นจนเกิดความรู้สึกด้อยค่าและไม่อยากทำกิจกรรมที่เคยชอบในโลกความจริง หากมีอาการเหล่านี้ติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์ร่วมกับอารมณ์เศร้าหรือเบื่อหน่าย ควรเริ่มลดการใช้งานและสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด


2. หากต้องใช้โซเชียลมีเดียทำงานทุกวัน จะมีวิธีป้องกันตัวเองจากโรคซึมเศร้าหรือภาวะดิ่งได้อย่างไร?

คำตอบ: หัวใจสำคัญคือการสร้างระยะห่างทางดิจิตอล แนะนำให้ใช้วิธี Active Consumption คือตั้งเป้าหมายชัดเจนก่อนเข้าแอปฯ ว่าจะเข้าไปเพื่อทำงานอะไรและกำหนดเวลาเลิกที่แน่นอน เช่น ใช้เวลา 30 นาทีเพื่อโพสต์งาน หลีกเลี่ยงการไถหน้าจอไปเรื่อยๆ โดยไร้จุดหมายและที่สำคัญที่สุดคือควรมีพื้นที่ปลอดหน้าจอ อย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนนอน เพื่อให้สมองได้หลั่งเมลาโทนินและฟื้นฟูระบบควบคุมอารมณ์ตามธรรมชาติ

 

หากคุณรู้สึกว่าพายุทางอารมณ์จากโลกดิจิตอลเริ่มยากจะรับมือด้วยตัวคนเดียว The Oasis คลินิกจิตเวช พร้อมเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการดูแลและฟื้นฟูสุขภาพใจให้กับคุณ เราเข้าใจดีว่าโรคซึมเศร้าในยุคปัจจุบันมีความซับซ้อน ทีมจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของเราจึงมุ่งเน้นการรักษาที่ครอบคลุม ทั้งการให้คำปรึกษาเชิงลึกและการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อช่วยให้คุณหลุดพ้นจากกับดักทางอารมณ์และกลับมาใช้ชีวิตในโลกความเป็นจริงได้อย่างสมดุลและมีความสุขอีกครั้ง เพราะที่นี่คือ "พื้นที่พักใจ" สำหรับทุกคนที่ต้องการความเข้าใจและการดูแลอย่างเป็นมืออาชีพ



ช่องทางนัดหมาย



ความคิดเห็น


bottom of page