เปิดใจเล่าเรื่อง “โรคซึมเศร้าแบบยิ้มได้” โรคที่มักถูกมองข้ามแต่ต้องรีบรักษา
- seo5491
- 2 วันที่ผ่านมา
- ยาว 1 นาที

รู้หรือไม่? ภายใต้รอยยิ้มที่สดใส… ใครคนนั้นอาจเป็นโรคซึมเศร้าแบบยิ้มได้
เมื่อพูดถึง โรคซึมเศร้า (Depression) ภาพที่เรามักนึกถึงคือ ความเศร้าอย่างรุนแรง การแยกตัวและความรู้สึกสิ้นหวัง แต่คุณเคยได้ยินคำว่า "ซึมเศร้าแบบยิ้มได้" (Smiling Depression หรือ Atypical Depression) หรือไม่? นี่คือภาวะที่ผู้ป่วยแสดงออกภายนอกด้วยรอยยิ้ม ความร่าเริงและการใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ จนไม่มีใครสงสัยว่าภายในใจของคนผู้นั้นกำลังแบกรับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส บทความนี้จะเปิดเผยถึงเบื้องหลังของภาวะที่ซ่อนเร้นนี้ และเน้นย้ำว่าทำไม? โรคประเภทนี้จึงเป็นอันตรายและต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
โรคซึมเศร้าแบบยิ้มได้ คืออะไร?
Smiling Depression หรือ Atypical Depression เป็นภาวะที่คนไข้สามารถทำหน้าที่ทางสังคมได้ตามปกติ ยิ้ม หัวเราะ ทำงานและเข้าสังคม แต่ภายในกลับรู้สึกสิ้นหวัง เหนื่อยล้าและเจ็บปวดแบบลึกๆ ทำให้คนรอบตัวไม่ทันสังเกตเห็นว่านี่คืออาการซึมเศร้า และผู้ป่วยจำนวนมากมักไม่กล้าขอความช่วยเหลือ เพราะกลัวถูกมองว่ายังดูปกติดีจะเป็นโรคได้ยังไง?
แม้จะดูสดใส แต่คนที่มี โรคซึมเศร้า แบบยิ้มได้มักมีสัญญาณแฝง เช่น
เหนื่อยล้าทางใจ แม้ดูมีพลัง
คิดมาก ตำหนิตัวเองบ่อย
รู้สึกไม่มีความหมายในชีวิต
ทำงานได้ดีเกินปกติ เพื่อปิดบังอารมณ์
มีช่วงเวลาที่จิตใจตกต่ำเฉียบพลันในตอนกลางคืน
อาการที่ซ่อนเร้นและความเข้าใจผิดของโรคซึมเศร้า
อาการซึมเศร้าแบบยิ้มได้นั้นแตกต่างจากรูปแบบทั่วไป โดยมีอาการหลักๆ ที่มักถูกมองข้าม ผู้ป่วยอาจมีอาการที่สวนทางกับความเศร้า เช่น น้ำหนักเพิ่มขึ้น มีความอยากอาหารมากขึ้นหรือรู้สึกนอนมากเกินไป (Hypersomnia) แทนที่จะเป็นอาการนอนไม่หลับ นอกจากนี้ พวกเขายังมีความสามารถในการตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นที่เป็นบวกได้ชั่วคราว เช่น หากมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้น ก็อาจจะดูมีความสุขได้จริงๆ โดยสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือความสามารถในการสวมหน้ากากเพื่อปกปิดความทุกข์ที่แท้จริง ทำให้คนรอบข้างรวมถึงตัวผู้ป่วยเอง มักเข้าใจผิดว่าตนเองไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้าอย่างที่คิด ภาวะนี้จึงนำไปสู่ความเสี่ยงที่สูงกว่าในการฆ่าตัวตาย เพราะผู้ป่วยยังคงมีพลังงานที่จะวางแผนและลงมือกระทำ (ต่างจากภาวะซึมเศร้าแบบรุนแรงที่อาจหมดพลังงานไปแล้ว) การทำความเข้าใจสัญญาณเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการช่วยเหลือพวกเขา ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญชี้ให้เห็นว่าผู้ป่วยประเภทนี้มักจะต้องการการรักษาแบบประคับประคองและการใช้ยาที่เหมาะสมร่วมด้วย
วิธีรับมือ “โรคซึมเศร้าแบบยิ้มได้” : อ้างอิงจากบทความเรื่อง 5 Steps to Manage "Smiling" Depression
เริ่มจากยอมรับว่าปัญหามีอยู่จริง : ก้าวแรกของการรับมือปัญหาทางจิตใจทุกอย่าง คือการยอมรับว่าเรากำลังมีความยากลำบากอยู่แต่สำหรับคนที่เป็นโรคประเภทนี้ การยอมรับนี้อาจยากเป็นพิเศษ เพราะหลายคนมักกดทับอารมณ์ของตัวเองและพยายามบอกตัวเองว่า “ไม่เป็นไร” หรือ “ฉันต้องเข้มแข็งกว่านี้”
ดังที่ Rita Lebeaune นักเขียนรับเชิญใน Psychology Today อธิบายว่า “ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้ามักลดความสำคัญของความรู้สึกตัวเองลง ไม่ยอมรับว่าตัวเองกำลังมีปัญหา เพราะกลัวถูกมองว่าอ่อนแอ” ความเศร้า ความเหงา ความสิ้นหวังหรือความกังวลที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นสัญญาณว่าจิตใจของเราต้องการความช่วยเหลือ ความรู้สึกเหล่านี้เป็นเรื่องปกติของมนุษย์และเป็นกลไกตามธรรมชาติที่บอกเราว่าควรขอการสนับสนุนจากคนรอบข้างได้แล้ว
เปิดใจกับคนที่ไว้ใจได้ : คนที่เป็นโรคซึมเศร้าแบบยิ้มได้ มักคุ้นชินกับการเก็บทุกอย่างไว้คนเดียว ทำให้กังวลว่าหากเล่าออกไป เพื่อนหรือครอบครัวอาจไม่เข้าใจ หรืออาจรับมือกับความรู้สึกของเราไม่ไหว จนคิดไปเองว่า “ไม่มีใครช่วยได้” แม้ไม่มีใครจะทำให้ความรู้สึกแย่หายไปทันที แต่การ พูดออกมาให้ใครสักคนฟัง เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมาก โดยนักประสาทวิทยายังยืนยันว่า แค่การถ่ายทอดความรู้สึกออกมาเป็นคำพูดก็ช่วยให้สมองคลายความตึงเครียดได้ลองเลือกเพียงหนึ่งคนที่คุณรู้สึกปลอดภัย เช่น เพื่อนสนิท ญาติหรือผู้เชี่ยวชาญ แล้วบอกเขาสักเล็กน้อยว่าในใจคุณกำลังเกิดอะไรขึ้น
คุณอาจเริ่มแบบนี้ก็ได้ : “ฉันยังใช้ชีวิตได้ปกติดีนะ แต่บางครั้งฉันรู้สึกไม่ดีเท่าที่ควร ฉันแค่ลองเล่าให้ฟัง ไม่ได้ให้คุณแก้ทุกอย่างให้” และอย่าคาดหวังว่าจะสบายใจทันที การพูดเรื่องความรู้สึกอาจทำให้คุณกังวลหรืออึดอัดในช่วงแรก แต่เมื่อให้เวลาตัวเองและอีกฝ่าย คุณอาจพบว่ามันช่วยให้ใจเบาลงแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
ดูแลความมั่นใจในตัวเองให้มากขึ้น : ในหนังสือ Emotional First Aid อธิบายว่า ความมั่นใจในตัวเองขึ้นๆ ลงๆ เป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อเราอยู่ในภาวะของโรคซึมเศร้า เรามักวิจารณ์ตัวเองหนักเกินไป เหมือนซ้ำเติมตัวเองตอนที่ล้มอยู่แล้ว ซึ่งในหนังสือแนะนำว่าให้เรา
เขาแนะนำให้คิดว่า self-esteem หรือความมั่นใจในตัวเองเปรียบเหมือนระบบภูมิคุ้มกันทางอารมณ์ และเราควรหมั่นบำรุงฟื้นฟูมัน ด้วยวิธีง่ายๆ เช่น ลองเขียนอีเมลถึงตัวเองแบบที่คุณจะเขียนหาเพื่อนที่กำลังรู้สึกแย่ เต็มไปด้วยความเข้าใจและความอ่อนโยน แล้วลองอ่านอีเมลนี้ราวกับมีใครสักคนส่งมาให้จริงๆ นี่คือการฝึกเมตตาต่อตัวเอง ซึ่งมักขาดหายไปในคนที่มีภาวะของโรคซึมเศร้าแบบยิ้มได้
ถ้าคุณเป็นคนช่วยเพื่อน ให้ทำตรงกันข้ามกับข้อที่ 2 : เมื่อเพื่อนเปิดใจเล่าว่ากำลังเจ็บปวด คุณอาจรู้สึกหนักใจแต่สิ่งสำคัญคือ
อย่าพยายามแก้ปัญหาแทนเขา เพราะคุณทำให้ความรู้สึกแย่หายไปไม่ได้
ฟังให้จริงจัง ให้เขารู้ว่าคุณเข้าใจในสิ่งที่เขาพูด
คุณสามารถบอกได้ว่า “เสียใจที่คุณรู้สึกแบบนี้นะ” หรือถามว่า “อยากให้ฉันช่วยอะไรได้บ้างไหม”ถ้าคิดว่าต้องทำอะไรเพิ่มเติม ควรพูดคุยกับเขาก่อน บอกเขาว่าคุณเป็นห่วงและอยากช่วยในแบบที่เขาสบายใจ
หากแนะนำให้พบผู้เชี่ยวชาญ คุณสามารถให้กำลังใจหรือไปเป็นเพื่อนในวันแรกได้ เพียงการไปส่งหรือการนั่งรอด้วยกาแฟหนึ่งแก้วก็เป็นพลังใจที่สำคัญมากแล้ว
เตือนตัวเองไว้เสมอว่า ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ : ภาวะของโรคซึมเศร้าโดยเฉพาะแบบยิ้มได้ มักเกิดจากความรู้สึกว่า “ฉันยังไม่ดีพอ” แม้จะพยายามเต็มที่แล้วก็ตาม เราอาจตั้งมาตรฐานให้ตัวเองสูงเกินไปโดยไม่รู้ตัว ลองใช้ความเมตตาต่อตัวเองมากขึ้น โดยให้คิดว่าหากเพื่อนของคุณรู้สึกว่าตัวเองทำได้ไม่ดีพอ คุณจะพูดกับเขาอย่างไร? คุณคงไม่ตำหนิเขา แต่จะให้กำลังใจเขาแทน เช่นนั้นเอง คุณก็ควรพูดกับตัวเองแบบเดียวกัน
การตระหนักรู้คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการต่อสู้กับโรคซึมเศร้าแบบยิ้มได้ หากคุณหรือคนใกล้ชิดเริ่มมีอาการที่กล่าวมาข้างต้น เช่น ยังคงทำงานได้ดี แต่มีความรู้สึกว่างเปล่า สิ้นหวังหรือรู้สึกว่ามีน้ำหนักกดทับจิตใจอยู่ตลอดเวลา แม้จะพยายามยิ้มหรือทำตัวร่าเริงแค่ไหนก็ตาม โปรดจำไว้ว่าการขอความช่วยเหลือไม่ใช่ความอ่อนแอ เพราะโรคนี้เป็นภาวะทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ผ่านการปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา ด้วยการรักษาที่เหมาะสมทั้งการใช้ยา การบำบัดทางจิตเวช เช่น Cognitive Behavioral Therapy หรือ CBT และการสนับสนุนจากคนรอบข้าง ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและแท้จริงได้โดยไม่ต้องยิ้มเพื่อใครอีกต่อไป
หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังเผชิญภาวะโรคซึมเศร้าแบบยิ้มได้ หรือมีสัญญาณของความเครียดเรื้อรังที่ต้องการการดูแลด้านสุขภาพจิตอย่างจริงจัง THE OASIS คลินิกจิตเวช พร้อมเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่คุณสามารถเปิดใจได้อย่างไม่ต้องกลัวการตัดสิน คลินิกมีทีมจิตแพทย์และนักบำบัดผู้เชี่ยวชาญ ให้บริการประเมินอาการ ปรับยา บำบัดพูดคุย (Psychotherapy) และวางแผนการรักษาแบบเฉพาะบุคคล ในบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง เพื่อช่วยให้คุณค่อยๆ ฟื้นคืนพลังใจและกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง





ความคิดเห็น