top of page
The Oasis ( เดอะโอเอซิส )
Gradient

บทความสุขภาพจิต

รวมบทความน่ารู้ จากทีมให้คำปรึกษาของ The Oasis

โรควิตกกังวลในยุคที่ข่าวสารถาโถม — เรากำลังวิตกเกินไปหรือไม่?

  • The Oasis Team(1)
  • 2 วันที่ผ่านมา
  • ยาว 2 นาที
เสพข่าวเยอะๆ ทำให้เกิดโรควิตกกังวลได้หรือไม่ จากพฤติกรรม Doomscrolling


วิธีเช็กอาการของโรควิตกกังวลในยุคHyper-information


โรควิตกกังวล (Anxiety Disorder) ถือเป็นหนึ่งในภาวะสุขภาพจิตที่พบบ่อยที่สุดในโลก จากข้อมูลล่าสุดของ WHO – World Mental Health Report (รายงานภาพรวมสุขภาพจิตโลก) ระบุว่ามีสัดส่วนผู้ประสบปัญหาประมาณ 4.4% ของประชากรโลก ซึ่งคิดเป็นประมาณ 359 ล้านคนทั่วโลกในปี 2021 และความผิดปกติดังกล่าวเป็นภาวะทางจิตเวชที่พบบ่อยที่สุดในกลุ่มโรคทางจิตทั้งหมด ทั้งยังพบว่ามีผู้ที่ต้องการการรักษาเพียงประมาณ 1 ใน 4 (27.6%) ที่ได้รับการรักษาเท่านั้น!


โรควิตกกังวลนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการรับข่าวสารและข้อมูลในยุคดิจิตอลที่ไร้ขีดจำกัด เพราะตัวแพลตฟอร์มข่าวสาร 24 ชั่วโมงและโซเชียลมีเดียทำให้เราเข้าถึงข้อมูลได้ตลอดเวลา รวมถึงเสียงแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟนดังขึ้นแทบทุกนาที โดยเรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในยุค Hyper-information และคำถามสำคัญในเชิงจิตเวชที่น่าสนใจคือ “ความกังวลที่เราเป็นอยู่คือสัญชาตญาณการเอาตัวรอด หรือเป็นอาการป่วยที่เกิดจากสังคมดิจิตอลกันแน่?” ในบทความนี้เราจะมาวิเคราะห์กันอย่างละเอียด


3 กลไกของโรควิตกกังวลจากข่าวสารดิจิตอล


1. Information Overload – การรับข้อมูลมากเกินไป

การเข้าถึงข้อมูลอย่างไม่มีจำกัดทำให้ผู้คนรู้สึกว่าต้องติดตามข่าวสารทุกชิ้น ซึ่งเป็นภาระทางจิตใจและเพิ่มความเครียดที่ต้องประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก และการรับข้อมูลข่าวสารอย่างไม่หยุดยั้งนี้ สามารถสร้างภาวะ media overload หรือความท่วมท้นของสื่อได้ ซึ่งเชื่อมโยงกับความเครียดและวิตกกังวลในระยะยาว


นักจิตวิทยาบางส่วนระบุว่าการเสพข่าวสารที่ไม่มีหยุดนิ่งและ “Headline Stress Disorder” เป็นภาวะที่คนจำนวนมากเริ่มประสบ โดยเฉพาะจากการอ่านหัวข้อข่าวที่ดึงดูดอารมณ์เชิงลบซ้ำๆ จนทำให้รู้สึกวิตกและเหนื่อยล้าทางอารมณ์ แนวคิดนี้สอดคล้องกับการวิจัยที่พบว่าการเสพข่าวในโซเชียลมีเดียและวงจรข่าว 24 ชั่วโมงเกี่ยวข้องกับระดับความวิตกและความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในประชากรทั่วไป


2. โซเชียลมีเดียกับโรควิตกกังวล


มีงานวิจัยหลายชิ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ระบุว่าการใช้โซเชียลมีเดียเชื่อมโยงกับระดับความเครียดและวิตกกังวลที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในวัยรุ่นและวัยทำงานตอนต้น โดยมีปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การเปรียบเทียบทางสังคม (social comparison), ความกลัวตกข่าว (FOMO – Fear of Missing Out), และการนอนหลับที่ถูกรบกวนจากเวลาใช้อุปกรณ์


3. การเสพข่าวแบบ Doom Scrolling นำไปสู่โรควิตกกังวลโดยที่เราไม่รู้ตัว


พฤติกรรม Doom Scrolling คือการเลื่อนฟีดข่าวเชิงลบอย่างต่อเนื่อง ทำให้ระดับความวิตกและความเหนื่อยอารมณ์เพิ่มขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยในยุคของ infinite scroll และอัลกอริทึมที่ออกแบบมาเพื่อยืดเวลาการใช้งาน แม้เราจะรู้ว่าอ่านแล้วเครียดแต่สมองส่วนที่ควบคุมความกลัวกลับสั่งให้เราค้นหาข้อมูลเพิ่มเพื่อเตรียมพร้อมรับมือ และในโลกดิจิตอลข่าวร้ายจะไม่มีจุดสิ้นสุด เมื่อเราเสพข้อมูลลบสะสมนานเข้าระบบประสาทจะตื่นตัวผิดปกติและนำไปสู่โรควิตกกังวล (Generalized Anxiety Disorder: GAD) โดยที่เราไม่รู้ตัว


เรากำลังวิตกเกินไปหรือไม่? (วิธีเช็กอาการ)


หากคุณมีอาการเหล่านี้ต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ อาจไม่ใช่แค่ความเครียดชั่วคราว


  • อาการทางกาย : ใจสั่น มือสั่น นอนไม่หลับ หรือปวดสรีระโดยไม่มีสาเหตุ

  • อาการทางอารมณ์ : รู้สึกกระสับกระส่ายตลอดเวลา หงุดหงิดง่าย

  • อาการพฤติกรรม : เช็กโซเชียลมีเดียหรือข่าวสารตลอดเวลาเพราะกลัวพลาดอะไรไป แม้จะทำให้รู้สึกแย่ก็ตาม


วิธีการแยกระหว่างความวิตกตามสัญชาตญาณกับโรควิตกกังวล


1. สาเหตุและตัวกระตุ้น (Triggers)

  • ความวิตกตามสัญชาตญาณ : มีสาเหตุที่ชัดเจนและสมเหตุสมผล เช่น กังวลก่อนการสอบ การสัมภาษณ์งานหรือเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่อันตรายจริงๆ

  • โรควิตกกังวล : มักเกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุที่แน่ชัดหรือกังวลในเรื่องเล็กน้อยอย่างเกินกว่าเหตุ แม้สถานการณ์นั้นจะผ่านไปแล้วหรือยังไม่เกิดขึ้นจริงก็ยังหยุดคิดไม่ได้


2. ระยะเวลา (Duration)

  • ความวิตกตามสัญชาตญาณ : เป็นความรู้สึก ชั่วคราว เมื่อสถานการณ์ที่เป็นต้นเหตุคลี่คลายลง ความกังวลจะค่อยๆ หายไปเอง

  • โรควิตกกังวล : ความกังวลเกิดขึ้นเรื้อรังและยาวนาน ตามเกณฑ์การวินิจฉัยทางการแพทย์ มักมีอาการติดต่อกันแทบทุกวันนานกว่า 6 เดือนขึ้นไป


3. ระดับความรุนแรง (Intensity)

  • ความวิตกตามสัญชาตญาณ : ความรู้สึกไม่สบายใจอยู่ในระดับที่ ควบคุมได้ และไม่ส่งผลกระทบต่อระบบร่างกายรุนแรงนัก

  • โรควิตกกังวล : ความกังวลรุนแรงจนควบคุมไม่ได้และมักมาพร้อมอาการทางกายที่เด่นชัด เช่น ใจสั่นมือสั่นอย่างรุนแรง หายใจไม่อิ่ม ปวดตึงกล้ามเนื้อเรื้อรังหรือมีอาการแพนิค (Panic Attack)


4. ผลกระทบต่อการใช้ชีวิต

  • ความวิตกตามสัญชาตญาณ : ไม่ขัดขวางการใช้ชีวิต ในบางครั้งความกังวลระดับนี้ช่วยกระตุ้นให้เราเตรียมตัวและทำผลงานได้ดีขึ้นด้วยซ้ำ

  • โรควิตกกังวล : รบกวนกิจวัตรประจำวัน เช่น ไม่กล้าเข้าสังคม ทำงานไม่ได้ นอนไม่หลับสะสมหรือเริ่มปลีกตัวออกจากสถานการณ์ที่ทำให้กังวลจนเสียโอกาสในชีวิต


แนวทางจัดการและเสนอแนะเพื่อรักษาสมดุลจิตใจในยุคข่าวสารถาโถม


  • จำกัดเวลาเสพข่าว : ตั้งเวลาหรือช่วงเวลารับข้อมูลข่าวสารที่ชัดเจน

  • คัดเลือกแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ : อย่าเสพข่าวที่มาจากแหล่งไม่น่าเชื่อถือหรือเติบโตจาก clickbait

  • สร้างขีดจำกัดของโซเชียลมีเดีย : ลดเวลาหน้าจอโดยรวมและกำหนดช่วงพักจากสื่อ

  • Grounding Technique : ฝึกอยู่กับปัจจุบัน (mindfulness) กลับมาโฟกัสที่ลมหายใจและสัมผัสรอบตัว เพื่อดึงสมองออกจากโลกเสมือน และเทคนิคทดแทนความวิตกอาจช่วยลดผลกระทบ


โรควิตกกังวลในยุคดิจิทัลมักเป็นผลพวงจากการที่สมองถูกกระตุ้นด้วยข้อมูลข่าวสารและแรงกดดันทางสังคมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง จนเส้นแบ่งระหว่างสัญชาตญาณการระวังภัยตามธรรมชาติและอาการป่วยเริ่มพร่าเลือน การหมั่นสังเกตตนเองว่าความกังวลนั้นรุนแรงจนควบคุมไม่ได้หรือรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันหรือไม่ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เราเท่าทันสภาวะจิตใจ และสามารถปรับตัวให้อยู่รอดในโลกที่ข้อมูลท่วมท้นได้อย่างสมดุล


แหล่งที่มาของข้อมูล




คำถามที่พบบ่อย (FAQ)


1. จะทราบได้อย่างไรว่าความเครียดจากการเสพข่าวเริ่มข้ามเส้นไปสู่โรควิตกกังวลแล้ว?

คำตอบ: จุดสังเกตสำคัญคือการสูญเสียการควบคุม หากคุณเริ่มมีอาการทางกายที่เด่นชัด เช่น นอนไม่หลับสะสม ปวดหัวเรื้อรังหรือใจสั่นแม้ไม่ได้เปิดดูข่าว รวมถึงความกังวลนั้นเริ่มลามไปเรื่องอื่นในชีวิตจนทำกิจวัตรประจำวันได้ยากลำบาก และอาการเหล่านี้เป็นติดต่อกันนานเกิน 2-4 สัปดาห์ แนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินอาการเบื้องต้น


2. หากจำเป็นต้องติดตามข่าวสารตลอดเวลาเนื่องจากสายงาน จะมีวิธีป้องกันสุขภาพจิตอย่างไร?

คำตอบ: สามารถใช้หลักการ Active Consumption แทนการไถหน้าจอไปเรื่อยๆ ครับ โดยการกำหนดเวลาเช็กข่าวเป็นรอบ เช่น เช้าและเย็น รอบละ 15-30 นาที และเลือกรับข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงมากกว่าการใส่อารมณ์ พร้อมกับฝึกเทคนิคการหายใจ



หากคุณรู้สึกว่าความวิตกกังวลเริ่มส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต และต้องการพื้นที่ปลอดภัยในการทำความเข้าใจต้นตอของปัญหาอย่างลึกซึ้ง The Oasis คลินิกจิตเวช พร้อมดูแลคุณด้วยทีมจิตแพทย์และนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญ ที่เข้าใจไลฟ์สไตล์และบริบทของสังคมยุคใหม่ เรามุ่งเน้นการให้คำปรึกษาและการรักษาที่เป็นส่วนตัว เพื่อช่วยให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างผ่อนคลายและมีความสุขอีกครั้ง เพราะสุขภาพใจที่แข็งแรงคือรากฐานสำคัญของการใช้ชีวิตในทุกยุคสมัย



 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page