top of page
The Oasis ( เดอะโอเอซิส )
Gradient

บทความสุขภาพจิต

รวมบทความน่ารู้ จากทีมให้คำปรึกษาของ The Oasis

จากเครียดเรื้อรังสู่โรควิตกกังวล : สัญญาณเตือนที่ไม่ควรละเลย

  • seo5491
  • 2 วันที่ผ่านมา
  • ยาว 2 นาที
สัญญาณของโรควิตกกังวลที่ไม่ควรละเลย

เจาะลึกอาการและสัญญาณเตือนของโรควิตกกังวลที่ไม่ใช่แค่ความเครียดทั่วไป

ความเครียดเป็นปฏิกิริยาปกติของร่างกายที่มีต่อสถานการณ์ที่ต้องปรับตัว แต่หากว่าความเครียดนั้นดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและไม่ได้รับการจัดการที่ดี อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางเคมีในสมองและพัฒนาไปสู่ภาวะทางจิตเวชที่รุนแรงกว่า เช่น โรควิตกกังวล ซึ่งมีความแตกต่างสำคัญคือความวิตกกังวลปกติมักมีสาเหตุชัดเจนและหายไปเมื่อปัญหานั้นคลี่คลาย แต่สำหรับการเป็นโรคความรู้สึกกังวลจะเกินเหตุ และไม่หายไปเอง ซึ่งจะมีการเกิดผลกระทบทางลบต่อชีวิตประจำวันร่วมด้วย ฉะนั้น การตระหนักถึงความแตกต่างนี้ ถือเป็นก้าวแรกในการตัดสินใจเข้ารับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญที่คลินิกจิตเวช เพื่อรักษาอาการตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดความรุนแรงของโรคได้อย่างมาก และป้องกันไม่ให้ปัญหาสุขภาพจิตทวีความรุนแรงขึ้น


ทำไมเราถึงต้องรู้จักโรควิตกกังวล?

ในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบและความไม่แน่นอน ผู้คนจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญกับภาวะความเครียดที่สะสม จนอาจนำไปสู่ปัญหาทางสุขภาพจิต ซึ่งเป็นมากกว่าความกังวลใจธรรมดา แต่เป็นความผิดปกติที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างรุนแรง หากคุณหรือคนใกล้ชิดกำลังสงสัยว่าตนเองมีอาการเหล่านี้ การเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่คลินิกจิตเวชจึงเป็นสิ่งสำคัญลำดับแรก เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม การทำความเข้าใจธรรมชาติของภาวะนี้จะช่วยให้เราสามารถก้าวผ่านและจัดการกับอาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ 


โรควิตกกังวลคืออะไร?

โรคประเภทนี้ มีหลากหลายรูปแบบ เช่น โรคแพนิก (Panic Disorder), โรคกลัวสังคม (Social Anxiety Disorder) และโรควิตกกังวลทั่วไป (Generalized Anxiety Disorder - GAD) สาเหตุของโรคสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น พันธุกรรม ความเครียดสะสม การเปลี่ยนแปลงสารสื่อประสาทในสมอง หรือประสบการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ หรือผู้ป่วยจำนวนมากมักมีหลายปัจจัยผสมผสานกัน ซึ่งแต่ละชนิดก็มีอาการและรูปแบบการแสดงออกที่แตกต่างกันไป โดยมีอาการที่พบบ่อยคือ 

  • การรู้สึกตื่นตระหนกอย่างรุนแรงโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน

  • การมีอาการทางกายร่วมด้วย เช่น หัวใจเต้นเร็ว เหงื่อออก ตัวสั่น

  • การมีความกังวลมากเกินไปในเรื่องเล็กน้อยเป็นระยะเวลานาน 


เมื่ออาการเหล่านี้เริ่มขัดขวางการทำงาน ความสัมพันธ์หรือการใช้ชีวิตปกติ นั่นเป็นสัญญาณที่ต้องเข้ารับการประเมินจากแพทย์หรือนักจิตวิทยาที่คลินิกจิตเวช โดยทั่วไปการรักษาจะประกอบด้วยการใช้ยา (ตามดุลยพินิจของแพทย์) และการทำจิตบำบัด โดยเฉพาะการบำบัดความคิดและพฤติกรรม (CBT) ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงในการช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้วิธีจัดการกับความคิดและพฤติกรรมที่กระตุ้นให้เกิดความกังวล


สัญญาณเตือนจากร่างกายและจิตใจ จากความเครียดเรื้อรังสู่การใกล้เป็นโรควิตกกังวล

  1. สัญญาณเตือนทางร่างกาย (Physical Symptoms) : เป็นอาการที่เกิดขึ้นโดยไม่มีความผิดปกติทางกายชัดเจน และเป็นผลมาจากการทำงานที่ผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติที่ถูกกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น

    • อาการใจสั่น/หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ : รู้สึกว่าหัวใจเต้นแรง เต้นเร็วหรือใจสั่นผิดปกติ แม้ในขณะพักผ่อนหรือไม่มีการออกกำลังกาย สัญญาณนี้เกิดจากภาวะตื่นตัวสูง (Hyperarousal) ของร่างกาย ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของโรควิตกกังวลหรืออาการแพนิก

    • อาการหายใจติดขัด/หายใจไม่อิ่ม : รู้สึกเหมือนหายใจเข้าได้ไม่เต็มปอด ต้องการสูดหายใจลึกๆ บ่อยครั้ง หรือมีอาการสำลักอากาศซึ่งมักเป็นผลมาจากภาวะหายใจเร็วเกินไปที่เกิดจากความกังวล

    • ความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ : มีอาการปวดศีรษะแบบตึงๆ, ปวดคอ บ่า ไหล่เรื้อรัง เนื่องจากกล้ามเนื้ออยู่ในภาวะเกร็งตัวตลอดเวลาเพื่อเตรียมพร้อมต่อสู้หรือหนี

    • ปัญหาทางเดินอาหาร : อาการปวดท้อง, ท้องผูกสลับท้องเสีย, ท้องไส้ปั่นป่วน หรืออาการคล้ายภาวะลำไส้แปรปรวน (Irritable Bowel Syndrome - IBS) ซึ่งเกิดจากระบบประสาทที่ควบคุมการย่อยอาหารได้รับผลกระทบจากความเครียดและความกังวล

    • เหงื่อออกมากผิดปกติและตัวสั่น : เหงื่อออกที่มือ เท้าหรือรักแร้มากผิดปกติและมีอาการมือสั่น ตัวสั่นเล็กน้อยแม้ในอุณหภูมิปกติ เป็นผลมาจากการหลั่งอะดรีนาลีน (Adrenaline) อย่างต่อเนื่อง

  2. สัญญาณเตือนทางจิตใจและพฤติกรรม (Mental and Behavioral Symptoms) : เป็นอาการทางความคิดและอารมณ์ที่แสดงถึงการทำงานผิดปกติของกลไกการรับมือกับความเครียด ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะโรควิตกกังวลอย่างชัดเจน เช่น

    • ความกังวลมากเกินเหตุและวนซ้ำ : มีความคิดกังวลอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับหลายเรื่องในชีวิต เช่น งาน, เงิน, สุขภาพ, ครอบครัว แม้ว่าเรื่องเหล่านั้นจะไม่น่ากังวลขนาดนั้น หรือไม่สามารถควบคุมความคิดให้หยุดกังวลได้ นี่คือลักษณะสำคัญของอาการวิตกกังวลทั่วไป (GAD)

    • กระสับกระส่าย/อยู่ไม่สุข : รู้สึกไม่สบายใจตลอดเวลา ไม่สามารถผ่อนคลายได้ รู้สึกเหมือนมีพลังงานทางลบสะสมอยู่ภายใน ทำให้ต้องเคลื่อนไหวไปมาหรือนั่งอยู่เฉยๆ ไม่ได้

    • สมาธิลดลงและความหงุดหงิดง่าย : ความกังวลที่เข้ามารบกวนจิตใจตลอดเวลา ทำให้ไม่สามารถจดจ่อกับงานหรือสิ่งที่ทำอยู่ได้ และมีความอดทนต่อสิ่งเร้าต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด หงุดหงิดหรือโกรธง่ายกว่าปกติ

    • หลีกเลี่ยงสถานการณ์หรือกิจกรรม : เริ่มหลีกเลี่ยงสถานที่, ผู้คนหรือกิจกรรมที่เคยทำได้ปกติ เพราะกลัวว่าจะทำให้เกิดอาการวิตกกังวลหรือตื่นตระหนกขึ้นมา การหลีกเลี่ยงนี้เป็นกลไกที่ทำให้โรควิตกกังวลคงอยู่และรุนแรงขึ้น

    • ปัญหาการนอนหลับ : นอนไม่หลับ (Insomnia) โดยเฉพาะการนอนไม่หลับในระยะต้น (Initial Insomnia - เข้าสู่การนอนยาก) หรือการตื่นกลางดึกบ่อยๆ และไม่สามารถกลับไปนอนต่อได้เนื่องจากความคิดที่กังวลยังคงวนเวียน


หากคุณพบว่าตนเองมีสัญญาณเหล่านี้อย่างน้อย 4 อาการร่วมกัน และเป็นต่อเนื่องจนรบกวนการทำงานหรือความสัมพันธ์อย่างมาก นั่นคือสัญญาณสำคัญว่าคุณควรปรึกษาแพทย์หรือนักจิตวิทยาที่คลินิกจิตเวช เพื่อรับการประเมินและการรักษาที่เหมาะสม


ผลกระทบของโรควิตกกังวลหากปล่อยไว้นาน

  • ผลกระทบต่อสุขภาพกายที่เรื้อรัง : อาการวิตกกังวลกระตุ้นให้ร่างกายอยู่ในภาวะสู้หรือหนีตลอดเวลา เมื่อปล่อยไว้นานจะนำไปสู่ปัญหาสุขภาพกายที่ซับซ้อน เช่น โรคทางเดินอาหารเรื้อรัง, ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง, โรคความดันโลหิตสูงเรื้อรัง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาว

  • ผลกระทบต่อสุขภาพจิตที่รุนแรงขึ้น : โรควิตกกังวลที่ยังคงอยู่ มักจะเป็นพื้นฐานให้เกิดภาวะทางจิตเวชอื่นๆ ตามมา เช่น ภาวะซึมเศร้าร่วม, การใช้สารเสพติด/แอลกอฮอล์ในทางที่ผิด หรือโรคกลัวสังคมโดยผู้ป่วยจะเริ่มหลีกเลี่ยง สถานการณ์หรือสถานที่ที่กระตุ้นความกังวล จนทำให้พื้นที่ในชีวิตแคบลงเรื่อยๆ เช่น ไม่ออกจากบ้านเลย

  • ผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและการทำงาน : เช่น ประสิทธิภาพการทำงานต่ำลง, สมาธิสั้น, ขาดความมั่นใจ ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงอย่างมากหรือการถอนตัวจากสังคม อาจทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวและกับเพื่อนร่วมงานเกิดความตึงเครียดและแตกหักได้ง่าย ในบางรายอาจไม่สามารถทำงานได้เต็มที่หรือต้องหยุดงานบ่อยครั้ง ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาว


วิธีป้องกันไม่ให้เครียดเรื้อรังพัฒนาเป็นโรควิตกกังวล

วิธีสำคัญที่สุดในการป้องกันไม่ให้ความเครียดเรื้อรังลุกลามมากขึ้น คือการจัดการความเครียดตั้งแต่เนิ่นๆ โดยการสร้างสมดุลชีวิต (Work-Life Balance) ผ่านการกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนระหว่างงานและเวลาส่วนตัว, การฝึกใช้เทคนิคการผ่อนคลาย เช่น การทำสมาธิหรือการหายใจเข้า-ออกลึกๆ เพื่อปรับการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ, การให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น การออกกำลังกายและการนอนหลับที่เพียงพอ 


ที่สำคัญที่สุดคือการตระหนักรู้และยอมรับว่าตนเองกำลังมีภาวะเครียด และหากไม่สามารถจัดการด้วยตัวเองได้ ควร ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เช่น นักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ที่คลินิกจิตเวชทันที เพื่อรับการบำบัดความคิดและพฤติกรรม (CBT) ซึ่งจะช่วยปรับเปลี่ยนรูปแบบความคิดและพฤติกรรม ก่อนที่อาการวิตกกังวลจะฝังลึกและกลายเป็นโรควิตกกังวลที่เรื้อรังรุนแรง นั่นเอง

การเผชิญหน้ากับอาการวิตกกังวลไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเพื่อสุขภาพจิตที่ดีขึ้น การดูแลตนเอง เช่น การออกกำลังกาย การฝึกสมาธิและการพักผ่อนที่เพียงพอ รวมถึงการเข้ารับคำปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ก็เป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะในปัจจุบันการเข้าถึงบริการที่คลินิกจิตเวชสมัยใหม่เป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายและเป็นความลับ การวินิจฉัยและรักษาที่ตรงจุดจะช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้ทักษะในการจัดการกับความกังวลอย่างยั่งยืน และกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและมีประสิทธิภาพอีกครั้ง ดังนั้น หากมีสัญญาณเตือนดังที่เราได้กล่าวมา ก็อย่าละเลยที่จะให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตของตนเอง และขอรับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วจะดีที่สุด


หากคุณกำลังเผชิญอาการของโรควิตกกังวล และต้องการการดูแลอย่างใส่ใจ THE OASIS คลินิกจิตเวช พร้อมให้บริการประเมิน วินิจฉัยและรักษาโดยจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแบบเป็นส่วนตัว ด้วยบรรยากาศที่อบอุ่น ปลอดภัยและเป็นกันเอง คุณสามารถเข้ามาปรับสมดุลใจ รับคำปรึกษาและวางแผนการรักษาที่เหมาะกับตัวคุณได้อย่างมั่นใจ เพื่อให้กลับไปใช้ชีวิตได้อย่างสงบและมีความสุขอีกครั้ง



ช่องทางนัดหมาย



ความคิดเห็น


bottom of page